บทสรุป The Cleric & Thief, Part 2

หลังจากทั้ง 2 คนได้เดินทางมาถึงเมือง Conning Creek โทรเน่ได้หยิบอัญมณีออกมา เทเมนอสเลยถามว่าเธอได้อัญมณีนั่นมาจากไหน โทรเน่ก็บอกว่าเธอขโมยมา มันสวยมั้ย เทเมนอสเลยบ่นว่า ขโมยมาอีกแล้วหรอ ถ้าเธอเป็นคนที่เชื่อในคริสตจักร เธอจะต้องเผชิญกับการพิพากษาสำหรับมัน โทรเน่ตอบว่านายนี่มันช่างหลงไหลในงานที่ทำอยู่จริงๆ แต่แล้วก็เหมือนมีอะไรมาทิ่มตัวโทรเน่ทำให้เธอรู้สึกเจ็บขึ้นมา เทเมนอสเลยบอกว่า ฮาฮา นั่นแหละที่เรียกว่า การลงโทษของพระเจ้า หลังจากโทรเน่ลองดูก็พบว่ามันคือ กระจกพัง ที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ ก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงยังเก็บมันเอาไว้อยู่กับตัว ระหว่างที่ทั้ง 2 คุยกันอยู่ ก็ได้ยินชาวเมืองพูดคุยกันว่าเกิดเหตุฆาตกรรมกันขึ้นมา เทเมนอสก็รู้สึกถึงลางไม่ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ โทรเน่เชื่อในลางร้ายของเทเมนอส จากนั้นกลุ่มผู้คุ้มกันเมืองได้เข้ามาเคลียร์พื้นที่ไล่ชาวเมืองออกไป ทำให้เทเมนอสและโทรเน่ได้เห็นศพ พบว่านั่นคืออัลพาเตส ทั้ง 2 ก็ได้มาพูดคุยกันว่าใครที่เป็นคนฆ่าอัลพาเตส หลังจากลองสรุปเรื่องราวก่อนหน้านี้ของเธอ เธอต้องการกลับไปที่ตระกูลเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ เพียงแต่เบาะแสเท่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปอะไรได้ เลยตัดสินใจจะกลับไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุกันก่อน ให้เราเดินกลับไปยังชายหาด แต่ดูเหมือนว่าศพของอัลพาเตสจะถูกพาตัวไปไว้ในบ้านหลังหนึ่งใกล้ๆ ชายหาด โดยมีผู้คุ้มกันเฝ้าประตูเอาไว้อยู่ ให้เรา Ambush ผู้คุ้มกันแล้วเข้าไปในบ้าน จากนั้น Steal ของจากศพของอัลพาเตส จะได้กระดาษแผ่นหนึ่งมา มันเขียนเอาไว้ว่า ถ้ำพระจันทร์และพระอาทิตย์ “ตรงที่กลางวันและกลางคืนมาบรรจบกัน” เทเมนอสก็คิดว่ามันเหมือนกับเป็นรหัสลับอะไรบางอย่าง และตรวจสอบสภาพของอัลพาเตส […]
บทสรุป Temenos – Chapter 4

30 ปีก่อนหน้า ที่ซากปรักของคาลพ่อของเคลดีน่า: วิ่ง ดีน่า พ่อจะต้องปกป้องเปลวไฟสีฟ้า ดีน่า: พ่อ..พ่อของเคลดีน่า: แต่ลูกต้องรอดนะดีน่า แก้แค้นให้พวกเรา ในสักวันหนึ่งเมื่อพ่อของเขาพูดจบก็วิ่งเข้าไปขวางเหล่าศัตรูเอาไว้แต่ก็ถูกฆ่าตาย เคลดีน่าได้ร้องตะโกนเรียกพ่อ จากนั้นวิ่งหนีออกไป ฉันเกลียดพวกมันฉันเกลียดคนที่ทำให้ผู้คนของฉันหายไปจากโลกและเกลียดโลกที่โหดร้าย ไม่สนใจใยดีที่ปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นฉันเกลียดพวกมัน ฉันเกลียดพวกมัน ฉันเกลียดพวกมันฉันเกลียดพวกมัน ฉันเกลียดพวกมัน ฉันเกลียดพวกมันและถ้ามีสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าในโลกนี้พวกเขาคือศัตรูของฉัน เปลวไฟสีฟ้าละทิ้งผู้คนของฉันแต่เหนือสิ่งอื่นใดฉันเกลียดตัวเองเกลียดความไร้พลังของตัวเองฉันจึงเดินตามรอยเท้าของศัตรูแสดงความเชื่อในเปลวไฟและรอโอกาสที่จะแก้แค้นอย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งของศัตรูนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าใครจะเข้าใจได้หากฉันแข็งแกร่งกว่านี้ฉันต้องแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรก็ตามพลังจะเป็นของฉันไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรก็ตาม ที่โบราณสถาน ณ หมู่บ้านไร้นาม เคลดีน่าได้ยืนอยู่ที่หน้าทางเข้าเคลดีน่า: ในที่สุด ฉันบูชาเปลวไฟสองแบบที่แตกต่างกัน ในดินแดนหลายแห่ง แต่ตอนนี้จุดจบก็ใกล้เข้ามาแล้วจากนั้นหน่วยของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ก็ได้เดินทัพตามมาเคลดีน่า: นี่ก็ไกลพอแล้ว ออร์ตรวบรวมอัศวินแล้วฉันมาออร์ต: เรียบร้อยแล้วครับ หัวหน้าเคลดีน่าเคลดีน่าได้เดินออกมาและสั่งเหล่าอัศวินที่เหลือเคลดีน่า: เฝ้าระวังที่นี่ไว้ ระวังสุนัขและจมูกที่เฉียบแหลมของมันให้อยู่ห่างจากที่นี่ ฮาฮา ไม่มีอะไรนอกจากความมืดมิดอยู่ข้างหน้า นี่ให้ฉันรู้สึกสบายใจมากกว่าเปลวไฟใดๆจากนั้นเคลดีน่าและเหล่าอัศวินก็เดินเข้าไปในโบราณสถาน ทางด้านเทเมนอสก็มาถึงหมู่บ้านไร้นาม เขาต้องการที่จะหยุดเคลดีน่าและเปิดเผยความจริงให้ได้ แต่ก่อนหน้านั้นก็ต้องตามหาสถานที่ทำพิธีกรรมก่อน โดยให้ออกจากหมู่บ้านไปทางด้านบนจะเข้าสู่แผนที่ Wandering Wood จากนั้นเดินไปข้างไหนก็ได้ แล้วเทเมนอสก็จะรู้ตัวว่ากำลังหลงทางอยู่ในป่า ให้วิ่งไปด้านไหนก็ได้อีกครั้งจนในที่สุด เทเมนอสก็จะรู้ตัวแล้วว่าเขาไม่สามารถผ่านป่านี้ไปได้เลย และด้วยคำใบ้จากในบันทึกที่ได้รับมา ทำให้ต้องไปตามหา บรรพบุรุษ ที่อยู่ในหมู่บ้าน สำหรับ บรรพบุรุษ คนนี้จะอยู่บริเวณฝั่งขวา ตรงกลางของหมู่บ้าน ให้เราเดินลงบันไดที่อยู่ข้างสะพานก็จะเจอกับเขา จากนั้นให้ใช้ […]
บทสรุป Throne – Chapter 4

โทรเน่ได้กลับมาที่เมือง New Delsta อีกครั้ง เพื่อความหวังในการค้นหากุญแจปลดล็อคปลอกคอ อย่างไรก็ตามตอนนี้โทรเน่ก็อยากจะกลับไปดูที่รังว่าเป็นยังไงบ้าง หลังจากที่ไม่มีครอบครัวแล้ว แต่ขณะนั้นโทรเน่ก็ได้กลิ่นควันที่คุ้นเคย ซึ่งมันคือกลิ่นควันของปิโร่ เขาน่าจะถูกฝังอยู่ในสุสาน เดินไปด้านซ้ายจะเจอกับสุสานของอสรพิษทมิฬสุสานของกลุ่มอสรพิษทมิฬสำหรับอสรพิษ ความตายคือเพื่อนที่ใกล้ชิดที่สุดของเราเมื่อเราล้มลง เราก็ถูกฝังไว้ที่นี่ผู้คนบอกว่านี่เป็นความคิดของแม่แต่ฉันก็มีข้อสงสัยไม่มีใครที่จะโศกเศร้ากับความตายของเราความเมตตาเช่นนี้ต่อพวกเรามันช่างไร้ค่าถึงกระนั้น เราก็ยังยอมรับมัน ที่ด้านในของสุสานมีชาย 2 คนจากอสรพิษทมิฬยืนคุยกันอยู่ ตอนนี้อสรพิษทมิฬสถานการณ์เริ่มย่ำแย่ พวกเขาหวังว่าพ่อกับแม่จะรีบกลับมาที่รังโดยเร็ว นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่พวกเราต้องรีบหาตัวผู้สืบทอด เพราะมีคนกล่าวเอาไว้ อสรพิษมักจะรู้ว่าตัวเองกำลังใกล้จะตายแล้ว ถ้าหากไม่มีพ่อกับแม่อยู่ คงถึงคราวที่กลุ่มต้องล่มสลาย แต่แล้วสถานการณ์ก็พลิกผัน ชายอีกคนหนึ่งหวังจะยึดครองกลุ่มเอาไว้เอง ก็เลยลงมือฆ่าชายที่อยู่ข้างๆ แล้วบอกว่าเขาจะกลายเป็นพ่อของกลุ่มนี้เอง หลังจากที่โทรเน่สังเกตุการณ์เสร็จ ก็เลยเข้าไปจัดการทุบให้ชายคนนั้นสลบไป เธอก็เดินเข้าไปที่หลุมศพของปิโร่และเล่าเรื่องราวที่เธอได้ทำให้ปิโร่ฟัง ในระหว่างที่เล่าอยู่เธอก็สังเกตุเห็นอะไรบางอย่างเหมือนถูกแกะสลักไว้ มันเขียนเอาไว้ว่า “ฉันรออยู่ที่จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด” หลังจากอ่านจบเธอก็รู้สงสัยว่าทำไมคำพวกนี้ถูกแกะสลักเอาไว้ที่หลุมศพของปิโร่ ใครเป็นคนทำ และทำเพื่ออะไร โทรเน่ก็ได้นึกย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด มันคือช่วงเวลาที่หลบหนีอยู่ในทางท่อระบายน้ำใต้ดิน และประตูที่ควรจะเปิดรออยู่มันกลับปิด ทำให้เธอได้คิดต่อไปอีกว่า ทำไมประตูมันถึงล็อคอยู่ แม้มันอาจจะเป็นฝีมือศัตรู เพื่อปิดทางหนีก็ตาม แต่ก็ยังมีเส้นทางหลบหนีอีกมากมายนับไม่ถ้วน พวกมันไม่น่าเดาได้ทั้งหมด อันที่จริงพวกมันซุ่มโจมตีเราที่ทางหลบหนีอื่นอีกด้วย แต่ถ้าการหยุดเราไม่ใช่เป้าหมายของพวกมันแล้วล่ะก็ ทำไมประตูนั่นมันต้องถูกล็อค มีอะไรอยู่ข้างหลังประตูนั่น หรือว่าบางทีกุญแจของพ่อและแม่… ทีนี้ให้เราเดินลงไปยังท่อระบายน้ำที่อยู่ทางขวามือ แล้วไปยังประตูที่ถูกล็อคอยู่ในตอนเริ่มเรื่องของโทรเน่ เมื่อไปถึงโทรเน่ใช้กุญแจที่ได้มาจากพ่อและแม่ไขปลดล็อคมันได้ เดินไปต่อก็จะออกมาข้างนอกแล้วพบว่ามันคือหุบเขา […]
บทสรุป Castti – Chapter 3

แคสตี้ที่เดินทางมาถึง Abandoned Village เดินไปอีกเล็กน้อยก็ได้เจอเข้ากับมาลายาแคสตี้: มาลายา เธอมาทำอะไรที่นี่มาลายา: เธอถามผิดคำถามแล้วล่ะ เธอน่าจะถามว่า เกิดอะไรขึ้นที่นี่ คำว่า “ซานตาเนโฮ” มีความหมายอะไรกับเธอบ้างไหม มันคือดอกไม้ที่สำคัญมากกับกลุ่มนักปรุงยาของเอียร์แคสตี้: ซานตาเนโฮเมื่อแคสตี้พูดจบ ก็มีภาพในอดีตแว่บขึ้นมามาลายา: ดีมากแคสตี้ ถึงเวลาที่จะต้องจำได้แล้ว ฉันจะช่วยด้วยให้แคสตี้กด Inquire กับมาลายา แล้วคำว่า ดอกซานตาเนโฮ จะทำให้เธอนึกถึงเรื่องในอดีตได้ เรื่องราวของเรามันเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อนมันเป็นฤดูร้อนที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของสีเขียวฤดูของเมฆและฝนกำลังจะมาถึงกลุ่มนักปรุงยาของเอียร์กำลังทำการรักษาชาวเมืองคนหนึ่ง จากนั้นแคสตี้ก็ได้นำยามารักษาให้ หลังจากนั้นชาวเมืองก็อาการดีขึ้น แล้วทรูโซก็วิ่งเข้ามา เขาขอโทษที่มาสายเพราะเจอเข้ากับคนไข้ ชื่อว่า แซลลี่กลางทาง และได้ทำการรักษาเบื้องต้นให้แล้ว แต่ก็ยังกังวลอยู่บ้าง เดี๋ยวจะต้องไปติดตามดูอาการของเธอเร็วๆ นี้ เอลมาหนึ่งในกลุ่มนักปรุงยาของเอียร์ก็ถึงกับชมว่า นายใส่ใจคนไข้ของนายมากกว่านักปรุงยาคนอื่นที่ฉันเคยพบมา มาลายาก็ชมเช่นกันว่า นั่นคือหัวใจสำคัญของการเป็นผู้รักษา ยื่นมือเข้าช่วยเหลือทุกคนที่ต้องการ หลักการและคำพูดของแคสตี้เพื่อการดำเนินชีวิต มันคือพลังของจิตวิญญาณของเธอที่ทำให้เราทุกคนมารวมกัน แอนดี้ก็บอกด้วยว่า หลักการนี้มันทำให้กลุ่มของเรานั้นพิเศษ แคสตี้ก็ขอบคุณสำหรับคำชม แล้วก็บอกให้ทุกคนพักกันหน่อยเถอะ ตอนนี้ให้เราเดินไป Inquire กับกลุ่มนักปรุงยาของเอียร์ที่กระจายตัวกันอยู่ในเมืองให้ครบทุกคน โดยจะมี เอลม่า, แรนดี้, ทรูโซ และแอนดี้ […]
บทสรุป Hikari – Chapter 4

ห้องบัลลังก์ของคู อาเกฮะได้เข้ามารายงานเกี่ยวกับทัพของฮิคาริ ที่ตอนนี้มันกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยอาเกฮะได้ขอให้ส่งกองทัพเข้าไปปราบปราม แต่ทางด้านมูเกนก็บอกไม่ต้องห่วงเรื่องนี้เขาจะจัดการด้วยตัวเอง หากฮิคาริกล้ากลับมาที่นี่เขาจะเป็นคนบั่นคอมันเอง จากนั้นมูเกนก็ควักดาบโลหิตทมิฬออกมา มันคือสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลคู ตัวดาบมีสีแดงและออร่าแห่งความมืดคลุมอยู่ สีแดงนี้มันเต็มไปด้วยเลือดและวิญญาณนับไม่ถ้วนที่ถูกมันล่าไป มูเกนบอกว่าดาบเล่มนี้เขาเท่านั้นที่คู่ควร แม่ผู้ต่ำต้อยของฮิคาริ ได้เห็นด้วยตาแล้วว่าฮิคาริจะไม่มีทางเป็นคนของตระกูลคูอย่างแท้จริง เลือดอันไม่บริสุทธิ์ของเขาคงจะต้องกลายเป็นเพียงสนิมบนดาบเล่มนี้เท่านั้น ทางด้านฮิคาริได้เดินทางมาถึง Stormhail ที่นี่เป็นอาณาเขตของตระกูลเมย์ จากนั้นให้เดินขึ้นไปด้านบนเข้าสู่ Stormhail: Bridge แล้วออกไปทางขวา ฮิคาริก็จะได้พบกับคนของตระกูลเมย์ เขาก็ได้บอกกับทางตระกูลว่า เขาคือฮิคาริมาขอเข้าพบกับไรเมย์ แต่คนของตระกูลที่นำมาโดย คุนโซ กลับไม่ยอมให้ผ่านเข้าไป เป็นคำสั่งโดยตรงมาจากไรเมย์เอง ฮิคาริที่ไม่มีทางเลือกก็เลยต้องยอมใช้กำลังเข้าต่อสู้กัน เมื่อปราบกลุ่มของตระกูลเมย์ได้ ไรเมย์ก็ได้ออกมาหยุดการต่อสู้ด้วยตัวเองและเธอก็เดินเข้ามาทักทายฮิคาริไรเมย์: ไม่ได้เจอกันมานานเลยนะฮิคาริ 3 ปีนับตั้งแต่การต่อสู้ครั้งนั้นฮิคาริ: ไรเมย์ มูเกนได้เข้าควบคุมคูแล้ว เพื่ออนาคตของชาติ ข้าต้องเห็นมันถูกปลดออกจากราชบัลลังก์ เพราะงั้นข้าก็เลยมาหาเจ้า ข้าต้องการหอกของเจ้าให้มาอยู่เคียงข้าง หอกแห่งเลวิน ด้วยการร่วมมือกันจะต้องยุติความเผด็จการของมูเกนได้ ได้โปรดไรเมย์ ข้าเกรงว่าจะไม่สามารถทำมันได้ ถ้าไม่มีพลังของตระกลูเมย์ไรเมย์: นายไม่ควรมาที่นี่เลย มิตรภาพของเราได้จบลงไปนานแล้วฮิคาริ: อะไรนะ?ไรเมย์: ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการ ใครก็ตามที่ได้พบกับนายจะต้องฆ่านายทันที ฮิคาริ: ไรเมย์ไรเมย์: ตอนนี้ข้าได้วางศรัทธาเอาไว้ในหอก เรียกการพิพากษาจากสรวงสวรรค์และลงทัณฑ์ศัตรูเมื่อกล่าวคำจบ ไรเมย์ก็ได้ปล่อยพลังเรียกสายฟ้าผ่าไปที่สะพาน ทำให้สะพานพังและตัวฮิคาริก็ได้ตกลงไปด้วยไรเมย์: […]
บทสรุป Temenos – Chapter 3: Stormhail Route

Stormhail ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของผู้พิทักษ์ศักดิ์สิทธิ์ ตอนนี้เทเมนอสได้เปิดอ่านจดหมายที่มิ้นท์เขียนมาถึง ถึงเทเมนอสสบายดีมั้ยในส่วนของฉัน ฉันยินดีที่จะบอกว่าการสอบสวนได้คลี่คลายลงในที่สุดเมื่อใดก็ตามที่ฉันนึกถึงพระสังฆราชที่ล่วงลับไปแล้ว มันทำให้รู้สึกแน่นหน้าอกอย่างไรก็ตาม ฉันยังคงเดินหน้าต่อไปฉันได้รับจดหมายของนายด้วยความยินดี ฉันเข้าใจว่าสำนักงานใหญ่ของผู้พิทักษ์ศักดิ์สิทธิ์คือจุดหมายปลายทางต่อไปของนาย ฉันภาวนาให้นายไม่ทะเลาะกับพวกเขาแม้ว่าความสัมพันธ์จะตึงเครียดก็ตามเช่นเคย ประตูของเราเปิดต้อนรับนายอยู่หากนายต้องการพักผ่อนขอให้รุ่งอรุณนำพาซึ่งข่าวดีและโชคลาภมิ้นท์ พออ่านจบเทเมนอสให้ความคิดเห็นว่า มิ้นท์เป็นคนที่จุ้นจ้านแม้กระทั่งสิ่งที่เขียนมาทำให้รู้สึกเหมือนเจอหน้ากันจริงๆ ฉันคงยังไม่กลับไปเร็วๆ นี้หรอกนะ ถ้าเธอได้ยินคงจะไม่พอใจแน่นอน เอาล่ะถึงเวลาเริ่มงานได้ ก่อนอื่นต้องไปที่สำนักงานผู้พิทักษ์ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อสอบสวนสถาปนิกวาดอส เมื่อเดินไปถึงที่หน้าสำนักงานใหญ่ เทเมนอสก็บ่นว่าฝูกายังคงร้องเสียงดังอยู่แต่ในรังเหมือนเดิม มันทำให้ฉันรู้สึกเย็นวาบทุกครั้งที่เห็นมัน ในระหว่างนั้นเองก็มีคนตะโกนบอกให้หลบไป แล้วก็วิ่งเข้ามาชนเทเมนอสจนทั้งคู่ล้มลงคริก: อะแฮ่ม ขอโทษด้วย คุณเจ็บมั้ย?เทเมนอส: โอ้ย ฉันบาดเจ็บสาหัสจริงๆคริกตกใจที่เห็นว่าคนที่เขาชนจนล้มไปคือเทเมนอสคริก: ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าเป็นนายนี่เอง เทเมนอส ถ้านายมาถึงที่นี่ก็แสดงว่า นายต้องการสอบปากคำวาดอสใช่มั้ยเทเมนอส: ใช่เลย ว่าแต่ทำไมนายดูวุ่นวายจังคริก: ถ้าให้พูดเรื่องจริงก็…ฉันนอนตื่นสายน่ะเทเมนอส: และตอนนี้นายดูรีบร้อนมาก เพิ่งได้รับการแต่งตั้งใช่ไหม ถ้าแบบนั้นก็ใช้คำพูดนี้เป็นข้ออ้างแล้วกัน “ขออภัยที่มาสาย พอดีต้อนรับแขกที่ไม่คาดคิดอยู่ นั่นก็คือผู้ตรวจสอบครับ”คริก: แต่แบบนั้นมันก็คือการโกหกนี่เทเมนอส: เส้นทางสู่ความเป็นผู้ใหญ่เต็มไปด้วยคำโกหกอันไม่เป็นพิษเป็นภัยนะคริกคริก: ฉันไม่ยอมให้นายทำเหมือนกับฉันเป็นเด็กนะเทเมนอส: โอ ฉันเชื่อว่าสิ่งที่ฉันทำทั้งหมดคือเสนอข้อแก้ตัวให้นายนะคริก: มันก็ใช่ แต่ฉันก็สงสัยอยู่ดีว่าทำไม นายต้องมีจุดประสงค์อื่นเทเมนอส: ฮาฮา นายไม่ควรสงสัยผู้คนเช่นนั้นนะคริก: ไม่ ไม่ ฉันไม่ควรทำแบบนั้น ฉันควรจะต้องรับการลงโทษสำหรับการมาสายของฉันเทเมนอส: […]
บทสรุป Throne – Chapter 3: Father’s Route

ฉันจะฆ่าคุณนั่นคือสิ่งที่ฉันได้บอกพ่อไว้ฉันจะต้องเป็นคนโง่แน่หากทำตามที่พ่อสั่งคนอื่นจะวางกับดักเพื่อฆ่าฉัน ก่อนที่ฉันจะฆ่าพวกเขาได้แต่ฉันรู้จักเขาดีเขาไม่ได้เลือกสถานที่นี้เพื่อล่อฉันเข้าไปในกับดักถ้างั้นมันก็ต้องมีเหตุผลอื่นนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันยอมทำตามแผนการของพ่อถึงเวลาที่ต้องไปดูว่าเขาได้เตรียมอะไรไว้ให้ฉัน ให้ออกจากเมืองไปทางขวาจะเข้าสู่แผนที่ Abandoned Traverse เดินไปตามทางจะได้เจอกับพ่อที่ยืนรออยู่กลางสะพานพ่อ: ฉันรอเธออยู่นะโทรเน่ เธอเตรียมตัวที่จะตายแล้วหรือยังโทรเน่: หึ ฉันก็อยากจะถามคุณแบบนั้น นี่คือที่ที่คุณอยากหายใจเป็นครั้งสุดท้ายใช่ไหมพ่อ: อย่ารีบเกินไปนักเลย แม่สาวน้อย ทำไมเราไม่มาคุยกันสักหน่อยล่ะโทรเน่: ฉันไม่มีเวลาพอกับเรื่องนั้นพ่อ: เอาน่าโทรเน่ ให้โอกาสฉันได้คุยกับเธอเป็นครั้งสุดท้ายหน่อยสิ สุดท้ายแล้ว จะเหลือเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่จะเดินออกไปจากที่นี่ได้โทรเน่: …พ่อ: ฉันน่ะเกิดมาในหมู่บ้านที่ยากจน ฉันเรียนรู้วิธีการขโมยของและกวัดแกว่งมีดเพื่อเอาตัวรอด ในเวลาต่อมา ไม่มีสิ่งใดที่ฉันจะขโมยมาไม่ได้ ต่อมาไม่นาน ฉันก็รู้สึกว่าเมืองที่อาศัยอยู่ มันเล็กเกินไป ฉันออกจากเมืองมาตั้งแต่อายุ 17 ปีหลังจากนั้นก็ได้เข้าร่วมกับอสรพิษทมิฬครั้งหนึ่งฉันได้รับงานให้แอบเข้าไปปล้นคฤหาสน์แห่งหนึ่งและนั่นคือจุดที่มันเกิดขึ้นมันเหมือนกับโชคชะตาเป้าหมายของฉันตายไปแล้วโดยฝีมือผู้หญิงคนหนึ่งเธอยังอยู่ที่นั่นเพื่อเก็บกวาดร่องรอย???: ดูเหมือนว่าเราจะอยู่ในสายงานเดียวกัน แต่น่าเสียดาย นายมาสายเกินไป ฉันชื่อว่า มารีเอตต้าพ่อ: เซบาสเตียนมารีเอตต้า: ฉันเดาว่าการเป็นคนร่ำรวย มันไม่ได้ดีขนาดนั้น มักจะตกเป็นเป้าหมายของคนที่จนกว่าเสมอเซบาสเตียน: ใช่ ฉันก็คาดว่าเป็นแบบนั้นมารีเอตต้า: ขอโทษนะ แต่สมบัตินี่เป็นของฉันเซบาสเตียน: เธอเอามันไปได้เลยมารีเอตต้า: คุณนี่ใจดีจริงๆ ถ้าอย่างงั้นคุณมาทำอะไรที่นี่ล่ะเซบาสเตียนได้เดินไปที่ศพของเป้าหมายเซบาสเตียน: ฉันเห็นศพมาเยอะนะ แต่ไม่เคยเห็นรอยแผลแบบนี้เลย มันเหมือนกับว่าเป็นตัวพระเจ้าเองที่เอาชีวิตเขาไปด้วยมีด ฉันว่าฉันตกหลุมรักแล้วล่ะฉันจีบผู้หญิงคนนั้นฉันใช้เวลาทั้งคืน สุดท้ายฉันก็ชนะใจเธอได้ตอนนั้นเรายังเด็กน่าเสียดายเมื่อเวลาผ่านไปในที่สุดเราก็ตัดสินใจหนีไปด้วยกัน โทรเน่: คุณกำลังหวนคิดถึงอดีตในช่วงเวลาแบบนี้นี่นะ?พ่อ: ถ้าถามฉัน มันไม่มีช่วงเวลาที่ดีกว่านี้อีกแล้วล่ะ […]
บทสรุป Castti – Chapter 2: Winterbloom Route

Winterbloom อีกหนึ่งเมืองที่บันทึกของแคสตี้ได้กล่าวถึง ด้วยความหวังที่จะรื้อฟื้นความทรงจำของเธอให้กลับคืนมาเป็นปกติ เธอจึงต้องเดินทางมายังเมืองแห่งนี้ ในตอนที่แคสตี้พึ่งมาถึงนั้นเอง ก็ได้พบเข้ากับชาวเมืองที่จำเธอได้ แถมยังดีใจมากอีกด้วย ถึงกระทั่งไปบอกแก่ชาวเมืองคนอื่นว่าแคสตี้ได้กลับมาแล้ว ชาวเมืองทั้งหลายต่างก็เข้ามาทักทายเธอด้วยรอยยิ้ม ทางด้านแคสตี้ก็บอกว่าตอนนี้เธอความจำเสื่อม ทำให้จำอะไรที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย เธอมาที่นี่เพื่อหวังว่าจะจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง ชาวเมืองก็ยินดีที่จะช่วย ให้เราใช้ Inquire กับชาวเมืองเพื่อสืบค้นข้อมูล เมื่อเสร็จแล้วจะมีชาวเมืองคนหนึ่งบอกว่าเมื่อก่อนเธอสนิทกับโรซ่ามากเลยนะ โรซ่าเป็นผู้ปกครองดินแดนแห่งนี้ อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง แคสตี้ก็กล่าวขอบคุณ เธอจะไปพบกับโรซ่าตามคำแนะนำ ที่หน้าคฤหาสน์ แคสตี้ได้พบกับลิลลี่สาวรับใช้ประจำคฤหาสน์หลังนี้ ลิลลี่ก็จำแคสตี้ได้ทันทีที่เห็นหน้าและบอกว่าได้ยินข่าวของแคสตี้แล้ว ให้เข้าไปพบกับโรซ่าได้เลย เธอรออยู่ที่ห้องด้านใน โรซ่านอนรออยู่ในห้องแต่ดูเหมือนว่าอาการป่วยของเธอจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แคสตี้ที่เห็นแบบนั้นก็เลยจะเอายารักษาให้ แต่โรซ่าก็ปฏิเสธเพราะว่าเธอกินมันไปแล้ว มันเป็นยาที่แคสตี้เคยเตรียมเอาไว้ให้ สมัยก่อนมีหมอเข้ามาดูอาการหลายคนมากแต่ทุกคนก็ลงความเห็นว่าอาการของเธอนั้นรักษาไม่ได้ ยกเว้นก็เพียงแคสตี้เท่านั้น เธอจึงเหมือนติดหนี้ชีวิตกับแคสตี้เลยล่ะ แคสตี้ก็รู้สึกยินดีที่ได้ช่วยเหลือ ตอนนี้อยากขอตรวจดูอาการของโรซ่าหน่อย ในระหว่างตรวจแคสตี้ก็คิดในใจว่า ยาช่วยชะลออาการของโรคได้ แต่ร่างกายกลับแสดงอาการอัมพาตเล็กน้อย ถ้าเป็นแบบนี้เธออาจมีชีวิตได้ไม่ถึงเดือน โรซ่าบอกว่าฉันรู้อยู่แล้ว ว่าตอนนี้เหลือเวลาอยู่อีกไม่มาก ฉันแค่อยากจะมีชีวิตได้นานขึ้นอีกหน่อย ในขณะนั้นเองก็มีเด็กสาวเดินเข้ามาแล้วบอกว่า คุณแม่หนูซื้อยามาให้แล้วนะ นั่นแคสตี้หรอ!!! หนูเองเมเรีย ไม่ได้เจอกันนานเลย หนูได้เก็บใบบาล์มจากในสวนสมุนไพรมาทุกวันตามที่เธอบอกเอาไว้ แคสตี้ก็ถามว่า สวนหรอ มันคือสวนอะไร เมเรียก็บอกว่า สวนที่เธอเคยปลูกมันเพื่อแม่ของหนูไง แคสตี้ก็เกิดไอเดียว่า บางทีในสวนถ้ามีสมุนไพรที่ต้องการก็อาจจะปรุงยารักษาโรซ่าให้หายก็ได้ […]
บทสรุป Throne – Chapter 2: Father’s Route End

ก่อนหน้านั้น พ่อ ได้บอกว่าเมื่อเสร็จงานแล้วให้มาเจอกันที่เมือง Winterblooom เพียงแต่ปกติแล้วพ่อมักจะให้รายละเอียดมากกว่านี้ แต่ครั้งนี้เขากลับไม่บอกอะไรเลย ปกติแล้วอสรพิษมักจะมีรังอยู่ข้างนอกด้วย พ่อน่าจะอยู่ที่นั่นแน่นอน ตอนนี้ต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับงานนี้ก่อน และรอให้ถึงเวลา เมื่อเวลานั้นมาถึงฉันจะฆ่าพ่อ ให้เราเดินไปที่ด้านหลังของเมืองจะเข้าสู่ Winterbloom: Thieves’ Quarter จากนั้นให้เดินเข้าไปที่บาร์บริเวณซ้ายบน จะได้พบกับกลุ่มโจรเข้ามากวนใจโทรเน่ ทีนี้ก็ให้กด Ambush ใส่กลุ่มโจรพวกนี้ให้หมด หลังจากนั้นพ่อจะปรากฏตัวออกมา ที่แท้พ่อเป็นคนบอกแก่โจรพวกนี้ว่า จะมีสาวสวยเข้ามาที่บาร์แล้วอยากจะทำอะไรกับเธอก็ได้ตามที่ต้องการ โทรเน่ก็บอกว่าปกติแล้วเธอก็ต้องทนกับเรื่องล้อเล่นพวกนี้เสมอเวลาที่ทำงานกับพ่อ พ่อก็บอกว่านั่นแหละเลยทำให้เธอกลายเป็นคนที่เก่งที่สุดในอสรพิษทมิฬ ตอนนี้เธอก็น่าจะทำงานสุดท้ายเสร็จแล้วใช่มั้ยล่ะ โทรเน่บอกว่านี่มันเรื่องล้อเล่นอะไรอีก พ่อตอบว่าเธอหมายถึงเรื่องหลอกล่อให้เหล่าลูกๆ ฆ่ากันเองใช่มั้ย ฉันเคยบอกแล้วว่าเธอจะเป็นผู้สืบทอด เมื่อเธอทำงานนี้สำเร็จเธอก็จะได้ทุกอย่างเลยนะโทรเน่ ตอนนี้โทรเน่ก็คิดในใจว่าเธอไม่อยากได้มัน เธอมาที่นี่เพื่อฆ่าพ่อ ตอนนี้ทำได้แค่รอให้พ่อเผลอ แล้วเปิดการโจมตีให้ได้ ทางพ่อก็ได้พูดว่าถึงเวลาที่ทำงานแล้ว ส่วนรายละเอียดจะบอกอีกทีเมื่อไปถึง ตอนนี้ให้ไปเจอกันที่ฝั่งขวาของเมือง ทีนี้ก็ให้เราเดินไปทางฝั่งขวาจะเจอกับพ่ออีกครั้ง โทรเน่ก็คิดในใจว่า เหมือนที่คาดเอาไว้ต่อให้อยู่ด้านหลังของพ่อก็ยังไม่มีช่องว่างให้โจมตีได้เลย แต่เชื่อว่าพ่อต้องลดความระมัดระวังลง ในช่วงเวลาที่พ่อเข้าโจมตีหมายต้องการสังหารเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นนักฆ่าชั้นยอดแค่ไหน แต่ในจังหวะนั้นจะไม่มีเวลาให้คิดเรื่องอื่น ตอนนั้นแหละที่จะทำให้เธอมีโอกาสฆ่าพ่อได้ เมื่อคิดได้เสร็จแล้วโทรเน่ก็พูดออกมาว่าทำไมพวกเราต้องมาที่นี่ด้วย พ่อก็บอกว่ามันมีรังของพวกโจรอยู่ เมื่อก่อนพวกมันก็ญาติดีกับอสรพิษทมิฬ แต่ตอนนี้มันกลับลุกล้ำพื้นที่ของเรา งานของเราคือการแทรกซึมเข้าไปในรังและกำจัดหัวหน้าของกลุ่มกระต่ายเหมันต์ โทรเน่เธอจะเป็นผู้นำของงานนี้ส่วนพ่อจะคอยสนับสนุนเอง เมื่อได้ยินแบบนั้นโทรเน่ก็รู้สึกแปลกใจ เพราะปกติแล้วเวลาที่ทำงานร่วมกัน พ่อมักจะเป็นคนลงดาบสุดท้ายเพื่อฆ่าเป้าหมาย […]
บทสรุป Agnea – Chapter 5

ในที่สุดแอ็กเนียก็ได้เดินทางมา Merry Hills สถานที่จัดงานแกรนด์กาล่า ที่นี่มีผู้คนมากมายที่ได้เตรียมตัวมาเพื่อเข้าร่วมงาน แถมบทเพลงแห่งความหวังก็ใกล้จะเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอคิดว่าจะใช้เพลงนี้ประกอบการแสดง นอกจากนั้นคณะการแสดงอื่นยังรู้จักตัวตนของแอ็กเนีย เพราะว่าโดลซิเนียได้ให้การยอมรับเธออย่างเป็นทางการ แต่ในระหว่างที่แอ็กเนียกำลังชื่นชมกับบรรยากาศภายในเมือง ได้มีชายแปลกหน้า 2 คนเข้ามาเพื่อจะลักพาตัวเธอไปที่ไหนซักแห่ง จึงได้เข้าต่อสู้กัน เมื่อเอาชนะมาได้แล้วชายแปลกหน้าทั้ง 2 ก็จะวิ่งหนีไปที่บ้านหลังหนึ่ง หัวหน้าของพวกเขาก็ไม่พอใจที่ทั้ง 2 ทำงานไม่สำเร็จ และดูเหมือนว่าหัวหน้าคนนี้มีความแค้นกับแอ็กเนียเสียด้วย จากนั้นหัวหน้าก็สั่งอีกครั้งว่าให้ไปพาตัวเธอมาให้ได้ ไม่งั้นก็ไม่ต้องกลับมาอีก ส่วนทางด้านแอ็กเนียก็ให้เดินทางไปด้านบนเพื่อเข้าร่วมงานแกรนด์กาล่า แต่ในระหว่างทางนั้นเองก็ได้พบกับคณะละครเร่ของจิเซลล์ จึงได้เข้าไปทักทายกัน ทางแอ็กเนียก็ได้โชว์บัตรเชิญที่ได้ขึ้นแสดงในงานแกรนด์กาล่าให้พวกจิเซลล์ดู พวกเธอก็เลยถามว่าแอ็กเนียไปได้มันมาได้ยังไง แอ็กเนียก็ไม่ปกปิดบอกว่าเธอได้มาจากโดลซิเนีย ทั้งคณะก็ถึงกับตกใจเลยถามอีกว่าข่าวลือที่ว่านั่นมันเป็นจริงหรอ แอ็กเนียก็ถามว่าข่าวลืออะไรหรอ จิเซลล์เลยเล่าให้ฟังว่ามีนักเต้นที่มีทักษะโดดเด่นเป็นพิเศษได้รับการยอมรับจากโดลซิเนียอยู่ ตอนแรกก็ไม่คิดว่าเป็นแอ็กเนีย จากนั้นทั้งคณะก็เลยเดินเข้างานไปกับแอ็กเนียด้วย ต่อมาในระหว่างทางที่เดินไปงานแอ็กเนียก็เจอชายแปลกหน้าทั้ง 2 คนอีกครั้ง ทางด้านคณะก็เลยถามว่าพวกเขาคือใคร แอ็กเนียเลยเล่าให้ฟังว่าทั้ง 2 คนนี้พยายามจะลักพาตัวเธอ ทางคณะก็เลยช่วยให้เธอหลบหนีเข้างานไปได้ โดยพวกเธอได้ทำการแสดงท่ามกลางผู้คนเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ให้แอ็กเนียมีจังหวะวิ่งหนีเข้างานไปได้อย่างปลอดภัย สุดท้ายแอ็กเนียก็วิ่งหนีออกมาจากจนกระทั่งเธอมาถึงที่หน้าโคลลอสเซียมสถานที่แสดงภายในงานแกรนด์กาล่า แอ็กเนียที่ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของมันก็รู้สึกตื่นเต้นมากยิ่งขึ้นไปอีก แต่ทางฝั่งพวกที่จะลักพาตัวเธอก็ได้ตามหลังเธอมาอีกกลุ่มหนึ่ง ทำให้แอ็กเนียต้องรีบหลบแล้วมองหาตัวช่วยใหม่ จนกระทั่งเธอได้เห็นกิลเดินเข้ามาพอดี แอ็กเนียก็ได้เข้าไปขอร้องให้กิลช่วยเธอดึงความสนใจหน่อย กิลก็ตกลงจึงได้เริ่มการแสดงเปียโนที่กลางลาน ดึงความสนใจจากเหล่าผู้คนมาได้ แต่ก็ทำให้ฝั่งพวกลักพาตัวเห็นเธอไปด้วยเช่นกัน แต่พวกมันก็ไม่สามารถเข้าถึงแอ็กเนียได้เนื่องจากติดฝูงชนอยู่ แถมยังมีไลลาวิ่งเข้ามาช่วยด้วยอีกแรง […]