บทสรุป The Cleric & Thief, Part 1

เทเมนอส: บ้านแสนหวาน แม้ว่ามันไม่มีอะไรหวานจริงๆ เกี่ยวกับมันก็ตามโทรเน่: มหาวิหาร…เทเมนอส: นี่ นี่ โทรเน่ เธอมีอะไรบางอย่างต้องการสารภาพงั้นหรอ?โทรเน่: ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่นึกอะไรบางอย่างออกก็เท่านั้น มีข่าวลือมาว่ามีสมบัติซ่อนอยู่ในมหาวิหาร ฮ่า ไม่มีโจรคนไหนที่ไม่รักในสมบัติหรอกนะจากนั้นโทรเน่ก็ยื่นเหรียญไปให้เทเมนอสเทเมนอส: นี่มันเหรียญ? “มีแต่คนโง่เท่านั้นที่สนใจเหรียญที่ถูกไหม้” ถ้าคุณเอื้อมมือเข้าไปในไฟ คุณก็จะถูกเผาโทรเน่: โจรที่ดีย่อมไม่กลัวไฟเล็กน้อย ครั้งหนึ่งฉันเคยพนันกับเพื่อนของฉันว่าข่าวลือนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ สมบัติที่ถูกเรียกว่า “อัลพาเตส”เทเมนอส: อัลพาเตส ชื่อนี้มันคุ้นหูฉันจัง อืมมม เธอทำให้ฉันสนใจมากทีเดียวโทรเน่: แล้วไงต่อ เรามาลองสืบสวนดูมั้ยล่ะคุณนักสืบเทเมนอส: ฉันอยากทำเหมือนกัน แต่เสียดาย ฉันเป็นผู้ส่งสารของพระเจ้า ส่วนเธอเป็นโจรโทรเน่: ฉันไม่ได้จะขโมยอะไรสักหน่อย ฉันแค่อยากรู้ว่าข่าวลือนั้นมันเป็นจริงรึเปล่าเทเมนอส: ถึงเธอจะพูดแบบนั้น แต่บางอย่างบอกฉันว่าเธอมีแรงจูงใจอื่นโทรเน่: ก็ไม่นะเทเมนอส: ถ้าอย่างงั้น โทรเน่ เริ่มการค้นหาเบาะแสกันเถอะ ให้เราไปทางขวาบนบริเวณหน้าโบสถ์จะพบกับชายชรายืนอยู่ให้กด Coerce ใส่ แล้วเราจะได้ข้อมูลมา ชายชราคนนี้เป็นช่างไม้และเป็นเพื่อนกับพระสังฆราชอีกด้วย ความไว้วางใจระหว่างทั้งสองมีมากจนเขาถึงกับรู้ความลับของคริสตจักรด้วยซ้ำ แม้ว่าเขาจะแสร้งทำเป็นลืมเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา แต่ความจำของเขายังคงชัดเจน จากนั้นชายชราก็จะเผยข้อมูลลับให้กับเทเมนอสได้รู้ เขาบอกว่าพระสังฆราชเคยให้เขาสาบานเอาไว้ว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ แต่เรื่องนี้ยังบอกที่นี่ไม่ได้ ให้ไปพบกับเขาที่ห้องของพระสังฆราชในมหาวิหาร ทีนี้ก็ให้เราเดินทางเข้าไปที่มหาวิหารที่อยู่ด้านบนสุด เมื่อเข้าไปในมหาวิหารแล้ว ให้เลี้ยวขวาแล้วเข้าไปที่ห้องด้านในสุด […]
บทสรุป The Scholar & Merchant, Part 2

หลังจากที่ได้รับคำเชิญจากเรกูลัสเพื่อให้มาดูกล้องดูดาวด้วยกัน พาร์เททิโอและออสวอลด์ก็ได้เดินทางมาถึงที่ Montwise ทั้ง 2 คนคิดว่าห้องทดลองของเรกูลัสนั้นน่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในห้องสมุดนี่แหละ พาร์เททิโอก็ได้ชวนให้ไปหาเขาแล้วฉลองด้วยเครื่องดื่มกันเถอะ ออสวอลด์ก็ถามว่าเครื่องดื่มนี่หมายถึงพวกที่มีแอลกอฮอล์ใช่มั้ย พาร์เททิโอเลยถามว่าแล้วมันมีเครื่องดื่มแบบอื่นด้วยหรอ ออสวอลด์ด้วยความเป็นนักวิชาการก็เลยบอกว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มันทำให้สมองมึนงง ถ้าจะดื่มล่ะก็ควรดื่มกาแฟดีกว่า พาร์เททิโอบอกว่า กาแฟ ฉันชอบแบบที่ใส่นมเยอะๆ ออสวอลด์ตอบทันทีว่านั่นมันไร้สาระ นมมันลดความขมจากเมล็ดกาแฟ ซึ่งความขมเป็นตัวกระตุ้นจิตใจ พาร์เททิโอก็เลยบอกว่าแต่ละคนก็มีควาชอบของตัวเอง ไปทักทายเลกูลัสกันก่อนเถอะ ตอนนี้ก็ให้วิ่งไปทางฝั่งขวาแล้วขึ้นบันไดเข้าไปที่ห้องด้านบน เราจะพบเข้ากับเรกูลัสที่นอนนิ่งอยู่ ทั้ง 2 คนที่เห็นก็ตกใจเลยรีบเข้าไปสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น เรกูลัสบอกว่ากล้องดูดาวถูกขโมยไป ส่วนตอนนี้มีอะไรให้กินมั้ยเขารู้สึกหิวมาก ถึงขนาดจะไม่มีแรงพูดแล้ว เมื่อเรกูลัสได้กินอาหารแล้ว เขาก็บอกว่าพระเจ้ายังไม่หันหลังให้ฉันสินะ เขาไม่ได้กินอะไรมานานถึง 6 วัน 19 ชั่วโมง 4 นาที ทางด้านพาร์เททิโอก็ถามว่าทำไมถึงปล่อยให้ตัวเองอดอาหารมานานขนาดนั้นล่ะ ส่วนออสวอลด์ก็ถามถึงเรื่องกล้องดูดาวที่ถูกขโมยไป เรกูลัสเลยบอกว่ากล้องดูดาวน่ะเสร็จแล้ว แต่ได้ใช้เงินจนหมดจึงไปกู้ยืมเงินมา และเงินกู้ก็ต้องการหลักประกัน ดังนั้นเลยต้องส่งกล้องดูดาวไป ออสวอลด์ก็เลยบอกว่าแบบนั้นไม่เรียกว่าถูกขโมย แต่นายขายมันไปต่างหาก เรกูลัสเลยบอกว่ามันทำอะไรไม่ได้เพราะมันเป็นการชำระหนี้ ส่วนกล้องดูดาวน่ะจะเอามันกลับมาได้ก็ต้องหาเงินไปไถ่ถอนมัน หลังจากนั้นทั้ง 2 ก็ได้ออกมาที่หน้าห้องสมุด ออสวอลด์เลยบ่นว่า ฉันไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมนักวิจัยถึงยอมมอบผลลัพธ์จากการทำงานของตัวเองให้คนอื่น พาร์เททิโอก็บอกว่าอย่างน้อยตอนนี้มันก็ยังโอเคอยู่ ออสวอลด์บอกว่าความอ่อนหวานของนายกำลังขัดขวางความก้าวหน้าของเรา พาร์เททิโอเลยเถียงกลับว่าในทางกลับกันความหวานเล็กน้อยก็ช่วยได้ตลอด […]
บทสรุป Partitio – Chapter 4

พาร์เททิโอที่นำเงินแปดหมื่นล้านติดตัวมา หมายจะทำสัญญาซื้อสิทธิบัตรของเครื่องจักรไอน้ำ ในที่สุดเขาก็มาถึงเกาะของโร๊คจนได้ ทางด้านของโร๊คที่ตอนนี้ได้เตรียมตัวสำหรับการผลิตเครื่องจักรไอน้ำจำนวนมากเสร็จแล้ว ในความคิดของโร๊คนั้นไม่ได้อยากจะทำสัญญาซื้อขายนี้เพราะเขาต้องการครอบครองมันเพื่อการครองโลก เมื่อเราเดินไปด้านบนจะมาที่หน้าโรงงานของโร๊ค ที่นี่จะพบกับผู้คนมากมายรวมถึงนักข่าวที่เตรียมมาชมการเปิดตัวอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับเครื่องจักรไอน้ำ แต่ขณะที่พาร์เททิโอจะเดินเข้างานกลับถูกการ์ดขวางทางเอาไว้ และขอดูบัตรเชิญ ซึ่งตัวพาร์เททิโอเองไม่ได้มีบัตรเชิญจึงทำให้เข้างานไม่ได้ ในระหว่างนั้นเองก็ได้เจอกับโอรินักข่าวสาวน้อยอีกครั้ง พาร์เททิโอก็บอกว่าเขาไม่สามารถเข้าไปในงานได้เพราะไม่มีบัตรเชิญ โอริก็บอกว่าเธอก็ไม่มีเช่นกันแต่เธอไม่กลัวหรอกนะ เพราะเธอรู้ว่ามีทางลับอยู่ด้านหลังที่จะทำให้เข้าไปในงานได้ จากนั้นโอริก็ได้ชวนพาร์เททิโอให้ไปด้วยกัน ตอนนี้ให้เราวิ่งกลับไปที่บาร์ในเมืองเพื่อเจอกับโอริ จากนั้นโอริจะเปิดทางลับที่อยู่ในบาร์นี่แหละ เมื่อทั้ง 2 เดินไปที่ทางลับจนกระทั่งเข้าไปในตัวโรงงานได้ พวกการ์ดก็เห็นเข้าพอดีจึงได้เรียกให้หยุด ทางโอริเลยตัดสินใจออกไปรับหน้าแทน โดยให้พาร์เททิโอรีบวิ่งต่อไป สาเหตุที่เธอทำแบบนี้ก็เพราะต้องการให้พาร์เททิโอซื้อสิทธิบัตรให้สำเร็จ เธอต้องการเห็นโลกใบนี้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น จากนั้นโอริก็วิ่งไปทางการ์ดแล้วแสดงละครแกล้งป่วย พวกการ์ดเห็นเข้าก็เลยจะพาเธอไปรักษา ภายในงานเปิดตัวทางด้านโร๊คที่เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ตอนนี้ก็ได้ยืนอยู่ข้างอุปกรณ์ชิ้นใหญ่ที่มีผ้าคลุมปิดเอาไว้ นักข่าวก็ถามกันใหญ่ว่ามันเป็นข่าวเกี่ยวกับอะไร มีเซอร์ไพรส์อะไรรออยู่กันแน่ โร๊คก็บอกว่าการแถลงครั้งนี้จะการบรรยายถึงธุรกิจรูปแบบใหม่ที่จะปฏิวัติโลก ทางฝั่งพาร์เททิโอก็กำลังวิ่งหาทางเพื่อเข้าร่วมงานอยู่ ในระหว่างนี้จะได้ยินเสียงการบรรยายของโร๊คอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งในที่สุดพาร์เททิโอก็มาถึงตัวงานจนได้ ฝั่งโร๊คก็ยังคงบรรยายต่อไปจนกระทั่งสุดท้ายเขาก็ได้เปิดผ้าคลุมออกโชว์ให้ผู้คนเห็นถึง เครื่องจักรไอน้ำรูปแบบใหม่ เครื่องจักรตัวนี้ใช้กระบวนการผลิตใหม่ทั้งหมดเพื่อลดความซับซ้อนในการผลิต ทำให้สามารถผลิตอุปกรณ์เหล่านี้เป็นจำนวนมากเพื่อให้ใช้กันได้อย่างแพร่หลาย ตอนนี้เปิดขายเฉพาะกับตลาดพิเศษ ให้แก่เหล่ารัฐบาลโลกและครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยและขุนนางชั้นสูง เครื่องจักรไอน้ำได้ปฏิวัติอุตสาหกรรม และสร้างความมั่งคั่งมหาศาลที่ไม่อาจบอกได้ ยิ่งคุณมีเครื่องจักรไอน้ำมากเท่าไร คุณก็จะได้รับความมั่งคั่งมากขึ้นเท่านั้น ด้วยสิ่งนี้ อารยธรรมของโลกจะก้าวกระโดดอย่างแน่นอน และทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเดอะโร๊คคอมปานีของเรา เมื่อสิ้นสุดคำแถลงพาร์เททิโอก็กล่าวขึ้นมาทันทีพาร์เททิโอ: หยุดเอาไว้ก่อนโร๊ค: พาร์เททิโอ นายมาทำอะไรที่นี่ มันไม่ใช่สถานที่สำหรับโชว์ไร้สาระของนายพาร์เททิโอ: เอาล่ะคุณโร๊ค ฉันหวังว่าคุณจะยังไม่ลืมข้อตกลงของเรานะ […]
บทสรุป Temenos – Chapter 3: Crackridge Route

“ตามหาซากปรักอาทิตย์ตกแล้วคุณจะพบกับความจริง”ลูเซียนได้เขียนคำเหล่านี้ทิ้งเอาไว้ในสมุดโน๊ตเขากำลังศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มผู้ดูแลเปลวไฟส่วนวาดอสเป็นทายาทของกลุ่มผู้ดูแลเปลวไฟแต่กลับฆ่าเขาสิ่งที่ซ่อนอยู่ในอดีตของวาโดสคืออะไรกันแน่?หากจะเปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จะต้องสืบสวนเรื่องของกลุ่มผู้ดูแลเปลวไฟและด้วยเหตุผลเหล่านี้เทเมนอสก็เลยมาที่เมือง Crackridge เทเมนอสที่มาถึงเมือง Crackridge ก็ได้ทักทายชายชราคนหนึ่งที่หน้าหมู่บ้านเพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับซากปรักอาทิตย์ตก ชายชราคนนั้นบอกว่าไม่รู้ที่นี่มันไม่มีสถานที่แบบนั้นหรอก เทเมนอสก็เลยเดินเข้าไปในเมืองแทนเพื่อที่จะค้นหาข้อมูลต่อ แต่ชายชรากลับต่อว่าว่าในเมืองนี้ก็ไม่มีใครรู้เกี่ยวกับสถานที่นั้นหรอก นายน่ะออกไปจากที่นี่ซะ เทเมนอสก็คิดในใจว่าตอนที่เขาเอ่ยถึงซากปรักอาทิตย์ตก ใบหน้าของชายชราคนนั้นกลับกระตุกเล็กน้อย เมื่อเดินเข้าไปเจอกับชาวเมืองคนอื่น พวกเขาก็มองหน้าเทเมนอสแต่กลับทำเป็นไม่สนใจ เทเมนอสก็สงสัยเลยเข้าไปถามชาวเมืองคนหนึ่งว่า ที่หน้าของเขามีอะไรผิดปกติงั้นหรอ แล้วคุณรู้จักซากปรักอาทิตย์ตกบ้างมั้ย ชาวเมืองก็บอกว่าไม่รู้จักหรอกว่าแต่เขาเป็นใครกันแน่ เทเมนอสก็แนะนำตัวแบบเต็มยศว่าเขาคือนักบวชแห่งคณะเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์จากฝั่งทวีปตะวันออก ตอนนั้นเองเทเมนอสก็สังเกตุเห็นว่าชาวเมืองได้สวมสร้อยคอรูปพระจันทร์เสี้ยว จากนั้นชาวเมืองก็ตะโกนอย่างไม่พอใจว่า พวกเราไม่ต้องการพวกเปลวไฟที่นี่หรอกไปตามทางของคุณซะเถอะ เทเมนอสก็รู้สึกว่าผู้คนที่นี่ทำตัวเย็นชากับเขาซึ่งก็เป็นไปตามคาด เพียงแต่ไม่มีใครสักคนต้องการพูดถึงเรื่องของซากปรักนั้นเลย แถมไม่รู้ทำไมถึงต่อต้านคณะเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ “นี่ช่างเป็นการเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ดูท่าจะต้องระมัดระวังตัวมากกว่านี้ซะแล้ว” จากนั้นให้เราเข้าไปโรงแรมแล้วกดพักนอนค้างคืน ในค่ำคืนนั้นเองชาวเมืองและชายชราก็ได้มายืนอยู่หน้าโรงแรมและคุยกับว่าตอนนี้มีผู้นับถือเปลวไฟอีกประเภทหนึ่งอยู่ในหมู่บ้าน เหมือนที่คำทำนายได้กล่าวไว้ ชายชราก็ได้บอกว่า เปลวไฟจะนำมาซึ่งการทำลายล้าง พวกเราต้องไม่ให้เขาไปที่ซากปรักได้ หากเขาไม่ยอมออกไปจากหมู่บ้านเราจะต้องทำตามที่นายท่านของเราสั่งไว้ ชาวเมืองอีกคนก็บอกว่า “อย่ายอมจำนนต่อความมืดมิดอันเงียบงัน เพราะแสงสว่างจะจางหายไป” 5 ปีก่อนหน้านี้ ในบ้านหลังหนึ่งขณะที่เทเมนอสนอนหลับอยู่ ก็ได้ยินเสียงเรียกของรอย เทเมนอสก็เลยตื่นขึ้นมาเปิดประตูให้กับรอยแล้วถามว่า ทำไมเขาถึงมาที่นี่ในตอนดึกแบบนี้รอย: เทเมนอส ตอนนี้ฉันไม่สามารถเชื่อใจคริสตจักรได้อีกต่อไป นอกจากพระสังฆราชแล้วนายคือคนเดียวที่ฉันเชื่อใจ ในฐานะที่เป็นคนที่ถูกเลี้ยงดูมาโดยพระสังฆราชเองแล้ว ฉันอยากสารภาพกับนายจากนั้นรอยก็หยิบอะไรบางอย่างขึ้นมาให้เทเมนอสดูเทเมนอส: นี่มันอะไรน่ะ ธนูหรอรอย: ธนูโลหิตทมิฬ ฉันกับพระสังฆราชได้พบมันตอนที่กำลังตรวจสอบพวกคริสตจักร ธนูนี่ไม่ควรปล่อยเอาไว้ ฉันพยายามที่จะทำลายมันแล้ว แต่ไม่สามารถทำได้เลย ฉันสาบานว่าฉันได้ลองพยายามดูแล้วเทเมนอส: […]
บทสรุป The Apothecary & Hunter, Part 1

ในระหว่างการเดินทางเมื่อมาถึงหมู่บ้าน Cropdale โอชุตต์ก็ชมว่าหมู่บ้านนี้มีผู้คนเยอะเลย แคสตี้ก็เปิดบันทึกของเธอดูพบว่าหมู่บ้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องพายราสเบอร์รี่ โอชุตต์เลยถามว่ามันคือผลไม้งั้นหรอ ฉันชอบกินเนื้อมากกว่า แคสตี้เลยบอกว่าการกินเนื้อสัตว์อย่างเดียวมันไม่มีต่อสุขภาพนะ ต้องกินให้สมดุลและพอประมาณ โอชุตต์ก็เลยบ่นอุบว่า แคสตี้เธอบ่นเหมือนแม่ฉันเลย ตอนนั้นเองโอชุตต์ก็ได้กลิ่นหอมของอะไรบางอย่าง เมื่อไปที่ร้านค้านั้นก็พบว่ามันคือเนื้อของตัว ดูออร์ดูออร์ แคสตี้ที่เห็นโอชุตต์ตื่นเต้นมาก สุดท้ายก็เลยยอมซื้อเนื้อดูออร์ดูออร์ให้โอชุตต์กิน แต่เมื่อโอชุตต์กินแล้วพบว่ารสชาติมันแปลกๆ ไม่มีอร่อยเลย แม่ค้าก็ขอโทษเพราะว่าเนื้อมันเก่าไปหน่อย เธอถึงขนาดเอาสมุนไพรทั่วทั้งสวนมาหมักเพื่อกลบกลิ่นเลยนะ แคสก็ถามทำไมต้องทำถึงขนาดนั้นเพื่อให้เนื้อเก่ามันกินได้ด้วยล่ะ แม่ค้าก็บอกว่าการล่าสัตว์ในช่วงนี้แย่มาก เลยหาเนื้อที่สดใหม่ไม่ได้ เธอได้ล่าสัตว์บริเวณนี้มาเป็นปีแล้ว แต่ก็ไม่ได้เนื้อดีๆ แบบนี้มาเลย โอชุตต์ก็เลยคิดว่าน่าจะต้องลองเข้าป่าแถวนี้ดู แม่ค้าก็เลยรู้สึกดีใจและบอกด้วยว่าป่าที่ว่ามันอยู่ถัดจากหมู่บ้านนี้เอง ให้เราออกจากหมู่บ้านทางด้านบนเข้าสู่ Forest Path จากนั้นไปทางขวาข้ามแม่น้ำเล็กๆ ไป จะเป็นแผนที่ Animal Trail เมื่อเดินจนสุดทาง โอชุตต์จะเห็นผลไม้ชิชกาบา แคสตี้ถามว่ามันอร่อยหรอ โอชุตต์ก็เล่าว่านักล่าบนเกาะ Toto’haha ถึงขั้นต่อสู้กับเหล่าสัตว์ป่าเพื่อผลไม้นี้เลยก็ว่าได้ แคสตี้เลยสงสัยทำไมผลไม้อร่อยขนาดนี้ถึงอยู่ในสภาพที่เหมือนไม่มีใครมาแตะต้องมันเลย และแล้วตัวการ ดูออร์ดูออร์ก็โผล่ออกมาด้วยท่าทางที่คลุ้มคลั่งและเข้าจู่โจมทั้ง 2 คน เมื่อหยุดอาการคลุ้มคลั่งของมันได้แล้ว แคสตี้พยายามที่จะเข้าไปรักษาอาการบาดเจ็บให้แต่มันก็วิ่งหนีไป เราก็เลยตัดสินใจที่จะตามมันไปในป่า จนกระทั่งได้พบกับกลุ่มสัตว์ที่มารวมตัวกัน แต่ท่าทางกำลังกลัวอะไรบางอย่างอยู่ เหล่าสัตว์พวกนั้นก็สื่อสารกับโอชุตต์ว่าให้พวกเราออกไป ห้ามทำร้ายดูออร์ดูออร์ แต่ทางเราก็ไม่ฟังเดินหน้าต่อจนกระทั่งได้พบกับดูออร์ดูออร์ที่อยู่ในรัง แคสตี้พยายามทำให้ดูออร์ดูออร์ใจเย็นลงและเข้ารักษาแผลของดูออร์ดูออร์สำเร็จจนได้ […]
บทสรุป Castti – Chapter 2: Sai Route

ตามบันทึกของเธอได้เคยระบุเอาไว้ว่าเธอเคยมาทำการรักษาที่นี่ ซึ่งเธอหวังว่าจะมีอะไรบางอย่างที่ช่วยฟื้นความทรงจำได้ เมื่อมาถึงไม่นานก็มีชาวเมืองตะโกนว่าเพื่อนของเขาได้รับบาดเจ็บต้องการคนช่วย แคสตี้จึงได้ไปถามชาวเมืองแถวนั้นว่ามันเกิดอะไรขึ้นหรอ ชาวเมืองก็เลยเล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้มีการต่อสู้กับพวกทหารในเมืองที่อยู่ไกลออกไป ผู้คนที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพจากต่างถิ่น ทำให้ไม่มีอะไรจะเลี้ยงชีพได้มากนัก ใครที่ต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นมักจะเดินทางไปทำงานในเมืองถัดไป ทุกอย่างเป็นปกติดี จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านที่นั่นจู่ๆ ก็ตัดสินว่าพวกเราเป็นคนไม่ดี แคสตี้ก็เลยสรุปได้ว่านี่คือสาเหตุของการนองเลือดสินะ ชาวเมืองตอบว่าใช่แล้ว ว่าแต่เธอคือใครล่ะ แคสนี้ก็แนะนำตัวเองว่าเป็นนักปรุงยาเดินทาง เธอสามารถช่วยรักษาบาดแผลได้ จากนั้นก็ถามว่าเธอจะไปรักษาคนบาดเจ็บได้ที่ไหนล่ะ ชาวเมืองก็ชี้ทางให้ว่ามีโรงหมอไม่ไกลเดินไปตามทางนี่แหละ แคสตี้กล่าวขอบคุณและเดินทางไปยังโรงหมอ ภายในโรงหมอตอนนี้มีผู้บาดเจ็บเข้ามานอนพักรักษาตัวอยู่เป็นจำนวนมาก เอ็ดมันด์หัวหน้าเหล่าทหารรับจ้างได้บ่นว่า พวกแกจะนอนขี้เกียจไปอีกนานแค่ไหน น่าจะรู้กฏกันดีอยู่แล้วใช่มั้ย ถ้าไม่ทำงานก็ไม่ต้องกิน เหมาพยาบาลสาว ที่ตอนนี้พยายามรักษาเหล่าทหารอยู่ก็ได้ต่อว่า คุณเอ็ดมันส์ฉันพึ่งจะรักษาแผลชายคนนั้นเสร็จไปเองนะ เอ็ดมันส์ตอบกลับ อย่ามาเล่าเรื่องเศร้าให้ฟังเลย คุณหมอกระดูก ผู้ชายต้องเข้มแข็ง ถ้าเขาต้องการมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ ต้องเป็นผู้ให้ เข้าใจมั้ย ถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีอะไรกิน ไม่มีข้อยกเว้น แคสตี้ที่ยืนฟังอยู่เกิดทนไม่ไหวเลยขอขัดจังหวะหน่อย เอ็ดมันส์บอกว่าถ้าไม่พอใจอะไรก็พูดมาเลย แคสตี้จึงได้บอกว่า อาการบาดเจ็บมันต้องใช้เวลาในการรักษา เขาไม่สามารถทำงานในสภาพแบบนี้ได้หรอกนะ เขาต้องพักผ่อนหากฝืนออกไปจะทำให้แผลเปิดได้ นั่นมันคือการเอาชีวิตตัวเองไปทิ้ง ทหารที่บาดเจ็บก็ส่งเสียงออกมา หัวหน้าผมลุกไม่ไหว เอ็ดมันส์ที่ไม่ค่อยพอใจก็ได้ตะโกนบอกว่า อย่ามาทำให้ฉันเสียเวลา ฟังนะทุกคน พวกนายต้องอดทน ลุกขึ้นมากับฉันเดี๋ยวนี้! พอตะโกนเสร็จเขาก็จะเดินออกจากโรงหมอแต่ไปชนเข้ากับแคสตี้ เลยตะคอกใส่ว่าให้หลีกทางไป […]
บทสรุป Agnea – Chapter 4

แอ็กเนียในที่สุดก็เดินทางมาถึง Sai เมืองที่ครั้งหนึ่งแม่ของเธอได้เคยมาแสดงโชว์ จากข่าวที่ได้มาจากจิเซลล์ชาวเมืองที่นี่น่าจะพอรู้เรื่องแม่ของเธออยู่บ้าง ก็เลยลองถามชาวเมืองว่ารู้จักนักเต้นรำเมื่อ 20 ปีก่อนมั้ย ชาวเมืองที่ถูกถามก็บอกว่าที่นี่มันเปลี่ยนไปเยอะมาก น่าจะต้องไปลองถามคนที่อยู่ในส่วนเมืองเก่าจะดีกว่า แอ็กเนียก็เลยไปที่เมืองเก่าแล้วได้พบกับรูปปั้นที่เหมือนกำลังเต้นท่า มูนสเตป หรือมันอาจจะเป็น… ตอนนั้นเองก็มีเด็กหญิงเดินขึ้นมา???: หลีกทางไป ยัยแก่แอ็กเนีย: ก..แก่งั้นหรอ?เด็กสาวเดินเข้าไปที่รูปปั้น???: เอานี่ เอานั้น แล้วก็เอานี่ไปด้วยปรากฏว่าเธอเอาสีขีดเขียนที่รูปปั้น ทำให้แอ็กเนียที่เห็นถึงกับตกใจทำหน้าไม่ถูกแอ็กเนีย: อ๋า???: แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วชาวเมือง: ไลลา นั่นเธอทำอะไร? พวกเราทนกับความซนของเธอมามากเกินพอแล้วนะ และนี่มันยิ่งแย่ลงไปอีก เพราะเธอทำให้รูปปั้นของแม่เสียหายไลลา: ฉันคิดว่าแบบนี้ทำให้ดูดีกว่าเดิมเสียอีกชาวเมือง: รูปปั้นนี้มันคือสัญลักษณ์แห่งความหวังของพวกเรานะไลลา: เหมือนว่ามันจะสำคัญกับเมืองนี้มากเลยสินะ พวกเราไม่มีเงิน ไม่มีอาหารดีๆ ไม่มีอะไรเลย มันไม่มีความหวังสำหรับพวกเราที่นี่หรอกชาวเมือง: ไอเด็กบ้าแอ็กเนีย: (ความเศร้าโศกนี้ไม่เหมาะกับเมืองทะเลทรายเลยแม้แต่น้อย) แต่ฉันรู้วิธีที่จะทำให้สถานที่นี้สดใสขึ้นชาวเมือง: นั่นเธอจะทำอะไรแอ็กเนียเธอกำลังเต้นอยู่นั่นเองไลลา: ….ชาวเมือง: ฉันไม่รู้ว่าเธอทำอะไร แต่คิดว่าเธอน่าจะไปได้แล้ว แล้วก็ทำความสะอาดรูปปั้นด้วยไลลา!แอ็กเนีย: อะไรเนี่ยไลลา: เมื่อกี้เธอทำอะไรหรอ เธอหมุนตัวไปรอบจนฉันเวียนหัวแอ็กเนีย: มันคือการเต้นรำ เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นมันหรอไลลา: เต้นหรอ?จากนั้นก็มีเสียงตะโกนเรียกไลลาดังขึ้นมาไลลา: บ้าเอ้ย! ปู่เจอฉันแล้วไลลาก็รีบวิ่งหนีไป ส่วนแอ็กเนียพอเดินลงจากรูปปั้น ก็ได้เจอกับชายหญิงชราคู่หนึ่งแพลท: ไอเด็กนั่นวิ่งเร็วดีจริงภรรยาแพลท: เดี๋ยวเธอก็กลับบ้านมาเองตอนหิว ที่สำคัญกว่านั้น […]
บทสรุป Partitio – Chapter 3

พาร์เททิโอที่ออกตามหานายทุน ในที่สุดก็มาถึง Wellgrove จนได้ ที่นี่เขาจะต้องตามหาอัลรอนด์ ชายที่ร่ำรวยที่สุดในทวีปตะวันตกให้เจอ ให้เริ่มจากเดินไปด้านบนอีกนิดนึงก็จะเจอเข้ากับพ่อค้าที่กำลังจะขายของให้ลูกค้าที่เดินผ่านมา พ่อค้าคนนี้กำลังเสนอขายรูปปั้นที่ทำมาจากแร่เงินแท้ จากเหมืองในเมือง Oresrush ราคาตอนนี้ต่ำมากอยู่ที่เพียง 500,000 Leaves เท่านั้น พาร์เททิโอที่ได้ยินเข้าพอดีก็เลยขัดจังหวะ ถ้าเป็นเขาจะไม่ซื้อมันแน่นอน ที่บอกว่าแร่เงินแท้ไร้สาระจริงๆ พ่อค้าไม่พอใจก็บอกว่านายกล้ากล่าวหาโดยไม่มีมูลแบบนี้ได้ยังไง พาร์เททิโอก็แสดงความชำนาญบอกว่า แร่เงินแท้มันบอบบาง ถ้าทิ้งไว้กลางแดดมันจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ไอ้รูปปั้นนั่นน่ะ มันไม่มีประกายหรือมืดลงเลย นั่นน่ะมันก็แค่เพียงพวกเศษเหล็กเท่านั้นแหละ พ่อค้าเลยถามว่านายเป็นใครกันแน่ พาร์เททิโอก็แนะนำตัวว่าเขาเป็นพ่อค้านักเดินทางจากเมือง Oresrush แถมบอกว่าถ้าอยากรู้ว่าแร่เงินจาก Oresrush ของจริงเป็นยังไงก็ดูนี่เอาไว้ซะ พาร์เททิโอก็เลยเดินไปยื่นเหรียญเงินให้ลูกค้าคนนั้น พ่อค้าที่เห็นท่าไม่ดีก็รีบวิ่งหนีออกไปถึงกับทิ้งรูปปั้นเอาไว้ที่ร้านด้วยซ้ำ ส่วนชายหนุ่มลูกค้าก็ขอบคุณเราและขอเลี้ยงเครื่องดื่มเลยชวนกันไปต่อที่บาร์ ในระหว่างที่พูดคุยกันที่บาร์พาร์เททิโอบอกว่าเขามาที่นี่เพื่อตามหาคนที่ชื่ออัลรอนด์ ชายคนนั้นก็ได้เล่าเกี่ยวกับอัลรอนด์ให้ฟัง อัลรอนด์เป็นชายที่รวยที่สุดในทวีปตะวันตก ได้ยินมาว่าเขาใช้ผ้าไหมเช็ดก้นของเขา พาร์เททิโอก็ตกใจ เขาทำแบบนั้นไม่ได้แน่ต่อให้ขุดเหมืองแร่เงินอยู่ตลอดทั้งวันก็ตาม ถ้าเขาคิดจะขายผ้าเช็ดก้นนั่น พาร์เททิโอก็อยากจะซื้อมันถึงแม้จะถูกใช้งานไปแล้วก็ตาม ชายคนนั้นก็ทำหน้าแหยงร้องเสียงอี๋ขึ้นมา ทั้ง 2 ก็เลยหัวเราะกัน แล้วเขาก็เล่าต่อว่าอันที่จริงที่เขาต้องการจะสื่อก็คืออัลรอนด์นั้นเหมือนใช้ชีวิตอยู่ต่างโลกกับพวกเรา เวลาของเขามีค่ามากเกินกว่าจะพบปะกับใครก็ได้ จนกว่าจะพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง ไม่อย่างงั้นก็อย่าหวังว่าจะได้เจอกับเขาเลย เขาอาจตกลงพบกับคุณได้ หากคุณมีผลงานโดดเด่นบางอย่างที่เป็นชิ้นเป็นอัน มาถึงตรงนี้จะมีตัวเลือกขึ้นมาตาม Scent of Commerce […]
บทสรุป Hikari – Chapter 3

ฮิคาริได้มาที่เมือง Wellgrove ตามคำขอของคาซาน เพื่อขัดขวางการขนส่งอาวุธของทัพศัตรู แต่ตอนนั้นก็เกิดลมพัดเมฆเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ทำให้ฮิคารินึกถึงอดีต วันนั้นลมและเมฆก็เป็นเช่นนี้ เมื่อ 8 ปีก่อน ประเทศคูทหารยามพูดคุยกัน “ในอนาคตจะต้องมีสงครามเกิดขึ้นอีกมากมาย” “ชีวิตของทหารถึงแม้จะได้เงินดี แต่จะมีชีวิตอยู่จนได้ใช้เงินก่อนที่ตายมั้ยล่ะ” “เราแค่ต้องอดทน จะมีโลกให้พิชิตมากแค่ไหน?” ในตอนนั้นก็มีพ่อค้าน้ำมันเข้ามาขัดจังหวะ “โอ้ ผู้พิทักษ์ปราสาทผู้สูงศักดิ์ พวกคุณสนใจจะซื้อน้ำมันมั้ย? ลูกชายของฉันจะเข้ารับราชการในเร็วๆ นี้ ฉันตั้งใจจะมอบของขวัญให้เขาเพื่อฉลองน่ะ” แต่ทหารกลับรังเกียจ “ออกไปไกลๆ นะ พวกชั้นต่ำ ฉันเหม็นกลิ่นของแก” พ่อค้าน้ำมันตกใจ “โอ้..ข้า ข้าขอโทษ โปรดยกโทษให้ข้าด้วย” แต่ทหารกลับไม่สนใจชักดาบแล้วฟันไปที่พ่อค้าทำให้ตายในทันที ทหารอีกคนเลยบอกว่า “มันจำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรอ” คนที่ลงมือเลยพูดว่า “แล้วยังไงล่ะ เขาควรจะขอบคุณข้าด้วยซ้ำที่จบชีวิตที่น่าสมเพชให้ ถ้าเขาทำได้น่ะนะ ฮี่ฮี่” “นายเคยร้องไห้เวลาบดขยี้แมลงงั้นหรอ? คูจะเติบโตยิ่งกว่านี้จนไม่ต้องสนใจพวกฝูงชนที่ไร้ค่าเลย” ต่อมาลูกของพ่อค้าขายน้ำมัน ก็มาวางดอกไม้ไว้บริเวณที่พ่อของเขาได้เสียชีวิตลงลูกสาวมิกกะ: ทำไม ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ทำไมพ่อของเราต้องตายลูกชายริตสึ: … นี่แหละชีวิตในคู ราชาสนใจแต่เรื่องขยายอาณาเขต ไม่สนใจว่าจะมีกี่ชีวิตของพวกต่ำต้อยที่ต้องจมลงอยู่ใต้เท้า พวกมันฆ่าพ่อของเราโดยไม่มีเหตุผล ทำเหมือนว่าเขาเป็นแค่แมลงที่คอยบินกวนอยู่ตรงหน้าตอนนั้นเองฮิคาริและเบงเคย์ก็ได้เดินมาเยี่ยมศพด้วยเช่นกันริตสึ: ห๊ะ? คุณคือ…คุณคือองค์ชายฮิคาริฮิคาริ: […]
บทสรุป Throne – Chapter 3: Mother’s Route

โทรเน่ที่ได้ตามรอยแม่แห่งอสรพิษทมิฬจนกระทั่งมาถึงเมือง Wellgrove ซึ่งคิดว่าสวนของแม่น่าจะอยู่แถวนี้ อสรพิษหลายตัวได้ถูกเลี้ยงเติบโตมาที่นั่น แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าจริงๆ แล้วมันอยู่ที่ไหนกันแน่ โทรเน่เองก็ไม่เคยไปที่นั่นเช่นกัน เพราะเธอได้ถูกเลี้ยงโดยพ่อ จากคำบอกเล่าของพ่อค้าทาสเกี่ยวกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ทำให้ก่อนอื่นเลยโทรเน่จะต้องเปลี่ยนชุดปลอมแปลงตัวตน ในบริเวณนั้นจะมีนักบวชหญิงอยู่คนหนึ่งที่มีสัญลักษณ์สีเขียวก็ให้กด Steal เพื่อขโมยตัวตนของเธอมา ในระหว่างที่โทรเน่กำลังจะไปเปลี่ยนชุด เธอพบเห็นเด็กสาวที่มีการเดินไม่ปกติ ปกปิดร่องรอย และขโมยของจากชาวเมือง เมื่อโทรเน่ได้เห็นก็รู้ว่าเธอยังเป็นหัวขโมยมือสมัครเล่น น่าจะถูกเลี้ยงดูมาโดยแม่ ดูเหมือนว่าพ่อค้าทาสนั่นน่าจะไม่ได้พูดโกหกเรื่องสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ทีนี้ให้เราเดินทางไปที่ สวนของแม่ เพียงแต่ก่อนออกจากเมืองให้เดินไปบริเวณด้านบนสังเกตุสัญลักษณ์ในแผนที่เล็ก จะมีสัญลักษณ์โล่อยู่ มันคือบ้านที่มีดอกไม้ประดับอยู่ที่ประตู ให้เข้าไปที่บ้านหลังนี้จะพบว่ามันคือ Dancer Guild พูดคุยกับหัวหน้ากิลด์เพื่อปลดล็อคอาชีพรอง Dancer จากนั้นก็ให้เราออกจากเมืองไปทางด้านล่างจะเข้าสู่แผนที่ Road to Mother’s Garden ในแผนที่นี้ให้เดินจนกระทั่งเจอกับบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า มีชายชราคนหนึ่งเป็นผู้คุ้มกันบ้านหลังนี้ เข้ามาถามว่า เป็นแม่ชีคนใหม่หรอ โทรเน่ก็ตอบว่าใช่แล้ว ผู้คุ้มกันก็เลยบอกให้เข้ามาสิ ระหว่างนั้นก็มีเสียงระฆังดังขึ้นมา เมื่อเข้าไปข้างในก็เห็นว่ามีแม่ชีและเด็กอีกมากมาย แต่ภายในนี้กลับเงียบเชียบแสดงให้เห็นว่าถูกแม่ฝึกมาเป็นอย่างดี ตอนนั้นเองแม่ก็ปรากฏตัวออกมา ทำให้เหล่าลูกต่างเข้ามารวมกลุ่มกัน แม่ก็บอกว่า “แม่ได้ของบางสิ่งอันล้ำค่ามา ตอนนี้บอกมาได้แล้วว่า ใครเป็นคนนำสิ่งนี้มาที่บ้านของเรา” ในกลุ่มก็มีเด็กผู้หญิงที่ชื่อว่า มิร่า เดินออกมาพร้อมบอกว่าเป็นเธอเอง “เข้ามานี่สิ […]