บทสรุป Throne – Chapter 3: Father’s Route

ฉันจะฆ่าคุณนั่นคือสิ่งที่ฉันได้บอกพ่อไว้ฉันจะต้องเป็นคนโง่แน่หากทำตามที่พ่อสั่งคนอื่นจะวางกับดักเพื่อฆ่าฉัน ก่อนที่ฉันจะฆ่าพวกเขาได้แต่ฉันรู้จักเขาดีเขาไม่ได้เลือกสถานที่นี้เพื่อล่อฉันเข้าไปในกับดักถ้างั้นมันก็ต้องมีเหตุผลอื่นนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันยอมทำตามแผนการของพ่อถึงเวลาที่ต้องไปดูว่าเขาได้เตรียมอะไรไว้ให้ฉัน ให้ออกจากเมืองไปทางขวาจะเข้าสู่แผนที่ Abandoned Traverse เดินไปตามทางจะได้เจอกับพ่อที่ยืนรออยู่กลางสะพานพ่อ: ฉันรอเธออยู่นะโทรเน่ เธอเตรียมตัวที่จะตายแล้วหรือยังโทรเน่: หึ ฉันก็อยากจะถามคุณแบบนั้น นี่คือที่ที่คุณอยากหายใจเป็นครั้งสุดท้ายใช่ไหมพ่อ: อย่ารีบเกินไปนักเลย แม่สาวน้อย ทำไมเราไม่มาคุยกันสักหน่อยล่ะโทรเน่: ฉันไม่มีเวลาพอกับเรื่องนั้นพ่อ: เอาน่าโทรเน่ ให้โอกาสฉันได้คุยกับเธอเป็นครั้งสุดท้ายหน่อยสิ สุดท้ายแล้ว จะเหลือเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่จะเดินออกไปจากที่นี่ได้โทรเน่: …พ่อ: ฉันน่ะเกิดมาในหมู่บ้านที่ยากจน ฉันเรียนรู้วิธีการขโมยของและกวัดแกว่งมีดเพื่อเอาตัวรอด ในเวลาต่อมา ไม่มีสิ่งใดที่ฉันจะขโมยมาไม่ได้ ต่อมาไม่นาน ฉันก็รู้สึกว่าเมืองที่อาศัยอยู่ มันเล็กเกินไป ฉันออกจากเมืองมาตั้งแต่อายุ 17 ปีหลังจากนั้นก็ได้เข้าร่วมกับอสรพิษทมิฬครั้งหนึ่งฉันได้รับงานให้แอบเข้าไปปล้นคฤหาสน์แห่งหนึ่งและนั่นคือจุดที่มันเกิดขึ้นมันเหมือนกับโชคชะตาเป้าหมายของฉันตายไปแล้วโดยฝีมือผู้หญิงคนหนึ่งเธอยังอยู่ที่นั่นเพื่อเก็บกวาดร่องรอย???: ดูเหมือนว่าเราจะอยู่ในสายงานเดียวกัน แต่น่าเสียดาย นายมาสายเกินไป ฉันชื่อว่า มารีเอตต้าพ่อ: เซบาสเตียนมารีเอตต้า: ฉันเดาว่าการเป็นคนร่ำรวย มันไม่ได้ดีขนาดนั้น มักจะตกเป็นเป้าหมายของคนที่จนกว่าเสมอเซบาสเตียน: ใช่ ฉันก็คาดว่าเป็นแบบนั้นมารีเอตต้า: ขอโทษนะ แต่สมบัตินี่เป็นของฉันเซบาสเตียน: เธอเอามันไปได้เลยมารีเอตต้า: คุณนี่ใจดีจริงๆ ถ้าอย่างงั้นคุณมาทำอะไรที่นี่ล่ะเซบาสเตียนได้เดินไปที่ศพของเป้าหมายเซบาสเตียน: ฉันเห็นศพมาเยอะนะ แต่ไม่เคยเห็นรอยแผลแบบนี้เลย มันเหมือนกับว่าเป็นตัวพระเจ้าเองที่เอาชีวิตเขาไปด้วยมีด ฉันว่าฉันตกหลุมรักแล้วล่ะฉันจีบผู้หญิงคนนั้นฉันใช้เวลาทั้งคืน สุดท้ายฉันก็ชนะใจเธอได้ตอนนั้นเรายังเด็กน่าเสียดายเมื่อเวลาผ่านไปในที่สุดเราก็ตัดสินใจหนีไปด้วยกัน โทรเน่: คุณกำลังหวนคิดถึงอดีตในช่วงเวลาแบบนี้นี่นะ?พ่อ: ถ้าถามฉัน มันไม่มีช่วงเวลาที่ดีกว่านี้อีกแล้วล่ะ […]
บทสรุป Castti – Chapter 2: Winterbloom Route

Winterbloom อีกหนึ่งเมืองที่บันทึกของแคสตี้ได้กล่าวถึง ด้วยความหวังที่จะรื้อฟื้นความทรงจำของเธอให้กลับคืนมาเป็นปกติ เธอจึงต้องเดินทางมายังเมืองแห่งนี้ ในตอนที่แคสตี้พึ่งมาถึงนั้นเอง ก็ได้พบเข้ากับชาวเมืองที่จำเธอได้ แถมยังดีใจมากอีกด้วย ถึงกระทั่งไปบอกแก่ชาวเมืองคนอื่นว่าแคสตี้ได้กลับมาแล้ว ชาวเมืองทั้งหลายต่างก็เข้ามาทักทายเธอด้วยรอยยิ้ม ทางด้านแคสตี้ก็บอกว่าตอนนี้เธอความจำเสื่อม ทำให้จำอะไรที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย เธอมาที่นี่เพื่อหวังว่าจะจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง ชาวเมืองก็ยินดีที่จะช่วย ให้เราใช้ Inquire กับชาวเมืองเพื่อสืบค้นข้อมูล เมื่อเสร็จแล้วจะมีชาวเมืองคนหนึ่งบอกว่าเมื่อก่อนเธอสนิทกับโรซ่ามากเลยนะ โรซ่าเป็นผู้ปกครองดินแดนแห่งนี้ อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง แคสตี้ก็กล่าวขอบคุณ เธอจะไปพบกับโรซ่าตามคำแนะนำ ที่หน้าคฤหาสน์ แคสตี้ได้พบกับลิลลี่สาวรับใช้ประจำคฤหาสน์หลังนี้ ลิลลี่ก็จำแคสตี้ได้ทันทีที่เห็นหน้าและบอกว่าได้ยินข่าวของแคสตี้แล้ว ให้เข้าไปพบกับโรซ่าได้เลย เธอรออยู่ที่ห้องด้านใน โรซ่านอนรออยู่ในห้องแต่ดูเหมือนว่าอาการป่วยของเธอจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แคสตี้ที่เห็นแบบนั้นก็เลยจะเอายารักษาให้ แต่โรซ่าก็ปฏิเสธเพราะว่าเธอกินมันไปแล้ว มันเป็นยาที่แคสตี้เคยเตรียมเอาไว้ให้ สมัยก่อนมีหมอเข้ามาดูอาการหลายคนมากแต่ทุกคนก็ลงความเห็นว่าอาการของเธอนั้นรักษาไม่ได้ ยกเว้นก็เพียงแคสตี้เท่านั้น เธอจึงเหมือนติดหนี้ชีวิตกับแคสตี้เลยล่ะ แคสตี้ก็รู้สึกยินดีที่ได้ช่วยเหลือ ตอนนี้อยากขอตรวจดูอาการของโรซ่าหน่อย ในระหว่างตรวจแคสตี้ก็คิดในใจว่า ยาช่วยชะลออาการของโรคได้ แต่ร่างกายกลับแสดงอาการอัมพาตเล็กน้อย ถ้าเป็นแบบนี้เธออาจมีชีวิตได้ไม่ถึงเดือน โรซ่าบอกว่าฉันรู้อยู่แล้ว ว่าตอนนี้เหลือเวลาอยู่อีกไม่มาก ฉันแค่อยากจะมีชีวิตได้นานขึ้นอีกหน่อย ในขณะนั้นเองก็มีเด็กสาวเดินเข้ามาแล้วบอกว่า คุณแม่หนูซื้อยามาให้แล้วนะ นั่นแคสตี้หรอ!!! หนูเองเมเรีย ไม่ได้เจอกันนานเลย หนูได้เก็บใบบาล์มจากในสวนสมุนไพรมาทุกวันตามที่เธอบอกเอาไว้ แคสตี้ก็ถามว่า สวนหรอ มันคือสวนอะไร เมเรียก็บอกว่า สวนที่เธอเคยปลูกมันเพื่อแม่ของหนูไง แคสตี้ก็เกิดไอเดียว่า บางทีในสวนถ้ามีสมุนไพรที่ต้องการก็อาจจะปรุงยารักษาโรซ่าให้หายก็ได้ […]
บทสรุป Throne – Chapter 2: Father’s Route End

ก่อนหน้านั้น พ่อ ได้บอกว่าเมื่อเสร็จงานแล้วให้มาเจอกันที่เมือง Winterblooom เพียงแต่ปกติแล้วพ่อมักจะให้รายละเอียดมากกว่านี้ แต่ครั้งนี้เขากลับไม่บอกอะไรเลย ปกติแล้วอสรพิษมักจะมีรังอยู่ข้างนอกด้วย พ่อน่าจะอยู่ที่นั่นแน่นอน ตอนนี้ต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับงานนี้ก่อน และรอให้ถึงเวลา เมื่อเวลานั้นมาถึงฉันจะฆ่าพ่อ ให้เราเดินไปที่ด้านหลังของเมืองจะเข้าสู่ Winterbloom: Thieves’ Quarter จากนั้นให้เดินเข้าไปที่บาร์บริเวณซ้ายบน จะได้พบกับกลุ่มโจรเข้ามากวนใจโทรเน่ ทีนี้ก็ให้กด Ambush ใส่กลุ่มโจรพวกนี้ให้หมด หลังจากนั้นพ่อจะปรากฏตัวออกมา ที่แท้พ่อเป็นคนบอกแก่โจรพวกนี้ว่า จะมีสาวสวยเข้ามาที่บาร์แล้วอยากจะทำอะไรกับเธอก็ได้ตามที่ต้องการ โทรเน่ก็บอกว่าปกติแล้วเธอก็ต้องทนกับเรื่องล้อเล่นพวกนี้เสมอเวลาที่ทำงานกับพ่อ พ่อก็บอกว่านั่นแหละเลยทำให้เธอกลายเป็นคนที่เก่งที่สุดในอสรพิษทมิฬ ตอนนี้เธอก็น่าจะทำงานสุดท้ายเสร็จแล้วใช่มั้ยล่ะ โทรเน่บอกว่านี่มันเรื่องล้อเล่นอะไรอีก พ่อตอบว่าเธอหมายถึงเรื่องหลอกล่อให้เหล่าลูกๆ ฆ่ากันเองใช่มั้ย ฉันเคยบอกแล้วว่าเธอจะเป็นผู้สืบทอด เมื่อเธอทำงานนี้สำเร็จเธอก็จะได้ทุกอย่างเลยนะโทรเน่ ตอนนี้โทรเน่ก็คิดในใจว่าเธอไม่อยากได้มัน เธอมาที่นี่เพื่อฆ่าพ่อ ตอนนี้ทำได้แค่รอให้พ่อเผลอ แล้วเปิดการโจมตีให้ได้ ทางพ่อก็ได้พูดว่าถึงเวลาที่ทำงานแล้ว ส่วนรายละเอียดจะบอกอีกทีเมื่อไปถึง ตอนนี้ให้ไปเจอกันที่ฝั่งขวาของเมือง ทีนี้ก็ให้เราเดินไปทางฝั่งขวาจะเจอกับพ่ออีกครั้ง โทรเน่ก็คิดในใจว่า เหมือนที่คาดเอาไว้ต่อให้อยู่ด้านหลังของพ่อก็ยังไม่มีช่องว่างให้โจมตีได้เลย แต่เชื่อว่าพ่อต้องลดความระมัดระวังลง ในช่วงเวลาที่พ่อเข้าโจมตีหมายต้องการสังหารเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นนักฆ่าชั้นยอดแค่ไหน แต่ในจังหวะนั้นจะไม่มีเวลาให้คิดเรื่องอื่น ตอนนั้นแหละที่จะทำให้เธอมีโอกาสฆ่าพ่อได้ เมื่อคิดได้เสร็จแล้วโทรเน่ก็พูดออกมาว่าทำไมพวกเราต้องมาที่นี่ด้วย พ่อก็บอกว่ามันมีรังของพวกโจรอยู่ เมื่อก่อนพวกมันก็ญาติดีกับอสรพิษทมิฬ แต่ตอนนี้มันกลับลุกล้ำพื้นที่ของเรา งานของเราคือการแทรกซึมเข้าไปในรังและกำจัดหัวหน้าของกลุ่มกระต่ายเหมันต์ โทรเน่เธอจะเป็นผู้นำของงานนี้ส่วนพ่อจะคอยสนับสนุนเอง เมื่อได้ยินแบบนั้นโทรเน่ก็รู้สึกแปลกใจ เพราะปกติแล้วเวลาที่ทำงานร่วมกัน พ่อมักจะเป็นคนลงดาบสุดท้ายเพื่อฆ่าเป้าหมาย […]
บทสรุป Agnea – Chapter 5

ในที่สุดแอ็กเนียก็ได้เดินทางมา Merry Hills สถานที่จัดงานแกรนด์กาล่า ที่นี่มีผู้คนมากมายที่ได้เตรียมตัวมาเพื่อเข้าร่วมงาน แถมบทเพลงแห่งความหวังก็ใกล้จะเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอคิดว่าจะใช้เพลงนี้ประกอบการแสดง นอกจากนั้นคณะการแสดงอื่นยังรู้จักตัวตนของแอ็กเนีย เพราะว่าโดลซิเนียได้ให้การยอมรับเธออย่างเป็นทางการ แต่ในระหว่างที่แอ็กเนียกำลังชื่นชมกับบรรยากาศภายในเมือง ได้มีชายแปลกหน้า 2 คนเข้ามาเพื่อจะลักพาตัวเธอไปที่ไหนซักแห่ง จึงได้เข้าต่อสู้กัน เมื่อเอาชนะมาได้แล้วชายแปลกหน้าทั้ง 2 ก็จะวิ่งหนีไปที่บ้านหลังหนึ่ง หัวหน้าของพวกเขาก็ไม่พอใจที่ทั้ง 2 ทำงานไม่สำเร็จ และดูเหมือนว่าหัวหน้าคนนี้มีความแค้นกับแอ็กเนียเสียด้วย จากนั้นหัวหน้าก็สั่งอีกครั้งว่าให้ไปพาตัวเธอมาให้ได้ ไม่งั้นก็ไม่ต้องกลับมาอีก ส่วนทางด้านแอ็กเนียก็ให้เดินทางไปด้านบนเพื่อเข้าร่วมงานแกรนด์กาล่า แต่ในระหว่างทางนั้นเองก็ได้พบกับคณะละครเร่ของจิเซลล์ จึงได้เข้าไปทักทายกัน ทางแอ็กเนียก็ได้โชว์บัตรเชิญที่ได้ขึ้นแสดงในงานแกรนด์กาล่าให้พวกจิเซลล์ดู พวกเธอก็เลยถามว่าแอ็กเนียไปได้มันมาได้ยังไง แอ็กเนียก็ไม่ปกปิดบอกว่าเธอได้มาจากโดลซิเนีย ทั้งคณะก็ถึงกับตกใจเลยถามอีกว่าข่าวลือที่ว่านั่นมันเป็นจริงหรอ แอ็กเนียก็ถามว่าข่าวลืออะไรหรอ จิเซลล์เลยเล่าให้ฟังว่ามีนักเต้นที่มีทักษะโดดเด่นเป็นพิเศษได้รับการยอมรับจากโดลซิเนียอยู่ ตอนแรกก็ไม่คิดว่าเป็นแอ็กเนีย จากนั้นทั้งคณะก็เลยเดินเข้างานไปกับแอ็กเนียด้วย ต่อมาในระหว่างทางที่เดินไปงานแอ็กเนียก็เจอชายแปลกหน้าทั้ง 2 คนอีกครั้ง ทางด้านคณะก็เลยถามว่าพวกเขาคือใคร แอ็กเนียเลยเล่าให้ฟังว่าทั้ง 2 คนนี้พยายามจะลักพาตัวเธอ ทางคณะก็เลยช่วยให้เธอหลบหนีเข้างานไปได้ โดยพวกเธอได้ทำการแสดงท่ามกลางผู้คนเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ให้แอ็กเนียมีจังหวะวิ่งหนีเข้างานไปได้อย่างปลอดภัย สุดท้ายแอ็กเนียก็วิ่งหนีออกมาจากจนกระทั่งเธอมาถึงที่หน้าโคลลอสเซียมสถานที่แสดงภายในงานแกรนด์กาล่า แอ็กเนียที่ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของมันก็รู้สึกตื่นเต้นมากยิ่งขึ้นไปอีก แต่ทางฝั่งพวกที่จะลักพาตัวเธอก็ได้ตามหลังเธอมาอีกกลุ่มหนึ่ง ทำให้แอ็กเนียต้องรีบหลบแล้วมองหาตัวช่วยใหม่ จนกระทั่งเธอได้เห็นกิลเดินเข้ามาพอดี แอ็กเนียก็ได้เข้าไปขอร้องให้กิลช่วยเธอดึงความสนใจหน่อย กิลก็ตกลงจึงได้เริ่มการแสดงเปียโนที่กลางลาน ดึงความสนใจจากเหล่าผู้คนมาได้ แต่ก็ทำให้ฝั่งพวกลักพาตัวเห็นเธอไปด้วยเช่นกัน แต่พวกมันก็ไม่สามารถเข้าถึงแอ็กเนียได้เนื่องจากติดฝูงชนอยู่ แถมยังมีไลลาวิ่งเข้ามาช่วยด้วยอีกแรง […]
บทสรุป The Cleric & Thief, Part 1

เทเมนอส: บ้านแสนหวาน แม้ว่ามันไม่มีอะไรหวานจริงๆ เกี่ยวกับมันก็ตามโทรเน่: มหาวิหาร…เทเมนอส: นี่ นี่ โทรเน่ เธอมีอะไรบางอย่างต้องการสารภาพงั้นหรอ?โทรเน่: ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่นึกอะไรบางอย่างออกก็เท่านั้น มีข่าวลือมาว่ามีสมบัติซ่อนอยู่ในมหาวิหาร ฮ่า ไม่มีโจรคนไหนที่ไม่รักในสมบัติหรอกนะจากนั้นโทรเน่ก็ยื่นเหรียญไปให้เทเมนอสเทเมนอส: นี่มันเหรียญ? “มีแต่คนโง่เท่านั้นที่สนใจเหรียญที่ถูกไหม้” ถ้าคุณเอื้อมมือเข้าไปในไฟ คุณก็จะถูกเผาโทรเน่: โจรที่ดีย่อมไม่กลัวไฟเล็กน้อย ครั้งหนึ่งฉันเคยพนันกับเพื่อนของฉันว่าข่าวลือนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ สมบัติที่ถูกเรียกว่า “อัลพาเตส”เทเมนอส: อัลพาเตส ชื่อนี้มันคุ้นหูฉันจัง อืมมม เธอทำให้ฉันสนใจมากทีเดียวโทรเน่: แล้วไงต่อ เรามาลองสืบสวนดูมั้ยล่ะคุณนักสืบเทเมนอส: ฉันอยากทำเหมือนกัน แต่เสียดาย ฉันเป็นผู้ส่งสารของพระเจ้า ส่วนเธอเป็นโจรโทรเน่: ฉันไม่ได้จะขโมยอะไรสักหน่อย ฉันแค่อยากรู้ว่าข่าวลือนั้นมันเป็นจริงรึเปล่าเทเมนอส: ถึงเธอจะพูดแบบนั้น แต่บางอย่างบอกฉันว่าเธอมีแรงจูงใจอื่นโทรเน่: ก็ไม่นะเทเมนอส: ถ้าอย่างงั้น โทรเน่ เริ่มการค้นหาเบาะแสกันเถอะ ให้เราไปทางขวาบนบริเวณหน้าโบสถ์จะพบกับชายชรายืนอยู่ให้กด Coerce ใส่ แล้วเราจะได้ข้อมูลมา ชายชราคนนี้เป็นช่างไม้และเป็นเพื่อนกับพระสังฆราชอีกด้วย ความไว้วางใจระหว่างทั้งสองมีมากจนเขาถึงกับรู้ความลับของคริสตจักรด้วยซ้ำ แม้ว่าเขาจะแสร้งทำเป็นลืมเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา แต่ความจำของเขายังคงชัดเจน จากนั้นชายชราก็จะเผยข้อมูลลับให้กับเทเมนอสได้รู้ เขาบอกว่าพระสังฆราชเคยให้เขาสาบานเอาไว้ว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ แต่เรื่องนี้ยังบอกที่นี่ไม่ได้ ให้ไปพบกับเขาที่ห้องของพระสังฆราชในมหาวิหาร ทีนี้ก็ให้เราเดินทางเข้าไปที่มหาวิหารที่อยู่ด้านบนสุด เมื่อเข้าไปในมหาวิหารแล้ว ให้เลี้ยวขวาแล้วเข้าไปที่ห้องด้านในสุด […]
บทสรุป The Scholar & Merchant, Part 2

หลังจากที่ได้รับคำเชิญจากเรกูลัสเพื่อให้มาดูกล้องดูดาวด้วยกัน พาร์เททิโอและออสวอลด์ก็ได้เดินทางมาถึงที่ Montwise ทั้ง 2 คนคิดว่าห้องทดลองของเรกูลัสนั้นน่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในห้องสมุดนี่แหละ พาร์เททิโอก็ได้ชวนให้ไปหาเขาแล้วฉลองด้วยเครื่องดื่มกันเถอะ ออสวอลด์ก็ถามว่าเครื่องดื่มนี่หมายถึงพวกที่มีแอลกอฮอล์ใช่มั้ย พาร์เททิโอเลยถามว่าแล้วมันมีเครื่องดื่มแบบอื่นด้วยหรอ ออสวอลด์ด้วยความเป็นนักวิชาการก็เลยบอกว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มันทำให้สมองมึนงง ถ้าจะดื่มล่ะก็ควรดื่มกาแฟดีกว่า พาร์เททิโอบอกว่า กาแฟ ฉันชอบแบบที่ใส่นมเยอะๆ ออสวอลด์ตอบทันทีว่านั่นมันไร้สาระ นมมันลดความขมจากเมล็ดกาแฟ ซึ่งความขมเป็นตัวกระตุ้นจิตใจ พาร์เททิโอก็เลยบอกว่าแต่ละคนก็มีควาชอบของตัวเอง ไปทักทายเลกูลัสกันก่อนเถอะ ตอนนี้ก็ให้วิ่งไปทางฝั่งขวาแล้วขึ้นบันไดเข้าไปที่ห้องด้านบน เราจะพบเข้ากับเรกูลัสที่นอนนิ่งอยู่ ทั้ง 2 คนที่เห็นก็ตกใจเลยรีบเข้าไปสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น เรกูลัสบอกว่ากล้องดูดาวถูกขโมยไป ส่วนตอนนี้มีอะไรให้กินมั้ยเขารู้สึกหิวมาก ถึงขนาดจะไม่มีแรงพูดแล้ว เมื่อเรกูลัสได้กินอาหารแล้ว เขาก็บอกว่าพระเจ้ายังไม่หันหลังให้ฉันสินะ เขาไม่ได้กินอะไรมานานถึง 6 วัน 19 ชั่วโมง 4 นาที ทางด้านพาร์เททิโอก็ถามว่าทำไมถึงปล่อยให้ตัวเองอดอาหารมานานขนาดนั้นล่ะ ส่วนออสวอลด์ก็ถามถึงเรื่องกล้องดูดาวที่ถูกขโมยไป เรกูลัสเลยบอกว่ากล้องดูดาวน่ะเสร็จแล้ว แต่ได้ใช้เงินจนหมดจึงไปกู้ยืมเงินมา และเงินกู้ก็ต้องการหลักประกัน ดังนั้นเลยต้องส่งกล้องดูดาวไป ออสวอลด์ก็เลยบอกว่าแบบนั้นไม่เรียกว่าถูกขโมย แต่นายขายมันไปต่างหาก เรกูลัสเลยบอกว่ามันทำอะไรไม่ได้เพราะมันเป็นการชำระหนี้ ส่วนกล้องดูดาวน่ะจะเอามันกลับมาได้ก็ต้องหาเงินไปไถ่ถอนมัน หลังจากนั้นทั้ง 2 ก็ได้ออกมาที่หน้าห้องสมุด ออสวอลด์เลยบ่นว่า ฉันไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมนักวิจัยถึงยอมมอบผลลัพธ์จากการทำงานของตัวเองให้คนอื่น พาร์เททิโอก็บอกว่าอย่างน้อยตอนนี้มันก็ยังโอเคอยู่ ออสวอลด์บอกว่าความอ่อนหวานของนายกำลังขัดขวางความก้าวหน้าของเรา พาร์เททิโอเลยเถียงกลับว่าในทางกลับกันความหวานเล็กน้อยก็ช่วยได้ตลอด […]
บทสรุป Partitio – Chapter 4

พาร์เททิโอที่นำเงินแปดหมื่นล้านติดตัวมา หมายจะทำสัญญาซื้อสิทธิบัตรของเครื่องจักรไอน้ำ ในที่สุดเขาก็มาถึงเกาะของโร๊คจนได้ ทางด้านของโร๊คที่ตอนนี้ได้เตรียมตัวสำหรับการผลิตเครื่องจักรไอน้ำจำนวนมากเสร็จแล้ว ในความคิดของโร๊คนั้นไม่ได้อยากจะทำสัญญาซื้อขายนี้เพราะเขาต้องการครอบครองมันเพื่อการครองโลก เมื่อเราเดินไปด้านบนจะมาที่หน้าโรงงานของโร๊ค ที่นี่จะพบกับผู้คนมากมายรวมถึงนักข่าวที่เตรียมมาชมการเปิดตัวอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับเครื่องจักรไอน้ำ แต่ขณะที่พาร์เททิโอจะเดินเข้างานกลับถูกการ์ดขวางทางเอาไว้ และขอดูบัตรเชิญ ซึ่งตัวพาร์เททิโอเองไม่ได้มีบัตรเชิญจึงทำให้เข้างานไม่ได้ ในระหว่างนั้นเองก็ได้เจอกับโอรินักข่าวสาวน้อยอีกครั้ง พาร์เททิโอก็บอกว่าเขาไม่สามารถเข้าไปในงานได้เพราะไม่มีบัตรเชิญ โอริก็บอกว่าเธอก็ไม่มีเช่นกันแต่เธอไม่กลัวหรอกนะ เพราะเธอรู้ว่ามีทางลับอยู่ด้านหลังที่จะทำให้เข้าไปในงานได้ จากนั้นโอริก็ได้ชวนพาร์เททิโอให้ไปด้วยกัน ตอนนี้ให้เราวิ่งกลับไปที่บาร์ในเมืองเพื่อเจอกับโอริ จากนั้นโอริจะเปิดทางลับที่อยู่ในบาร์นี่แหละ เมื่อทั้ง 2 เดินไปที่ทางลับจนกระทั่งเข้าไปในตัวโรงงานได้ พวกการ์ดก็เห็นเข้าพอดีจึงได้เรียกให้หยุด ทางโอริเลยตัดสินใจออกไปรับหน้าแทน โดยให้พาร์เททิโอรีบวิ่งต่อไป สาเหตุที่เธอทำแบบนี้ก็เพราะต้องการให้พาร์เททิโอซื้อสิทธิบัตรให้สำเร็จ เธอต้องการเห็นโลกใบนี้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น จากนั้นโอริก็วิ่งไปทางการ์ดแล้วแสดงละครแกล้งป่วย พวกการ์ดเห็นเข้าก็เลยจะพาเธอไปรักษา ภายในงานเปิดตัวทางด้านโร๊คที่เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ตอนนี้ก็ได้ยืนอยู่ข้างอุปกรณ์ชิ้นใหญ่ที่มีผ้าคลุมปิดเอาไว้ นักข่าวก็ถามกันใหญ่ว่ามันเป็นข่าวเกี่ยวกับอะไร มีเซอร์ไพรส์อะไรรออยู่กันแน่ โร๊คก็บอกว่าการแถลงครั้งนี้จะการบรรยายถึงธุรกิจรูปแบบใหม่ที่จะปฏิวัติโลก ทางฝั่งพาร์เททิโอก็กำลังวิ่งหาทางเพื่อเข้าร่วมงานอยู่ ในระหว่างนี้จะได้ยินเสียงการบรรยายของโร๊คอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งในที่สุดพาร์เททิโอก็มาถึงตัวงานจนได้ ฝั่งโร๊คก็ยังคงบรรยายต่อไปจนกระทั่งสุดท้ายเขาก็ได้เปิดผ้าคลุมออกโชว์ให้ผู้คนเห็นถึง เครื่องจักรไอน้ำรูปแบบใหม่ เครื่องจักรตัวนี้ใช้กระบวนการผลิตใหม่ทั้งหมดเพื่อลดความซับซ้อนในการผลิต ทำให้สามารถผลิตอุปกรณ์เหล่านี้เป็นจำนวนมากเพื่อให้ใช้กันได้อย่างแพร่หลาย ตอนนี้เปิดขายเฉพาะกับตลาดพิเศษ ให้แก่เหล่ารัฐบาลโลกและครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยและขุนนางชั้นสูง เครื่องจักรไอน้ำได้ปฏิวัติอุตสาหกรรม และสร้างความมั่งคั่งมหาศาลที่ไม่อาจบอกได้ ยิ่งคุณมีเครื่องจักรไอน้ำมากเท่าไร คุณก็จะได้รับความมั่งคั่งมากขึ้นเท่านั้น ด้วยสิ่งนี้ อารยธรรมของโลกจะก้าวกระโดดอย่างแน่นอน และทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเดอะโร๊คคอมปานีของเรา เมื่อสิ้นสุดคำแถลงพาร์เททิโอก็กล่าวขึ้นมาทันทีพาร์เททิโอ: หยุดเอาไว้ก่อนโร๊ค: พาร์เททิโอ นายมาทำอะไรที่นี่ มันไม่ใช่สถานที่สำหรับโชว์ไร้สาระของนายพาร์เททิโอ: เอาล่ะคุณโร๊ค ฉันหวังว่าคุณจะยังไม่ลืมข้อตกลงของเรานะ […]
บทสรุป Temenos – Chapter 3: Crackridge Route

“ตามหาซากปรักอาทิตย์ตกแล้วคุณจะพบกับความจริง”ลูเซียนได้เขียนคำเหล่านี้ทิ้งเอาไว้ในสมุดโน๊ตเขากำลังศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มผู้ดูแลเปลวไฟส่วนวาดอสเป็นทายาทของกลุ่มผู้ดูแลเปลวไฟแต่กลับฆ่าเขาสิ่งที่ซ่อนอยู่ในอดีตของวาโดสคืออะไรกันแน่?หากจะเปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จะต้องสืบสวนเรื่องของกลุ่มผู้ดูแลเปลวไฟและด้วยเหตุผลเหล่านี้เทเมนอสก็เลยมาที่เมือง Crackridge เทเมนอสที่มาถึงเมือง Crackridge ก็ได้ทักทายชายชราคนหนึ่งที่หน้าหมู่บ้านเพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับซากปรักอาทิตย์ตก ชายชราคนนั้นบอกว่าไม่รู้ที่นี่มันไม่มีสถานที่แบบนั้นหรอก เทเมนอสก็เลยเดินเข้าไปในเมืองแทนเพื่อที่จะค้นหาข้อมูลต่อ แต่ชายชรากลับต่อว่าว่าในเมืองนี้ก็ไม่มีใครรู้เกี่ยวกับสถานที่นั้นหรอก นายน่ะออกไปจากที่นี่ซะ เทเมนอสก็คิดในใจว่าตอนที่เขาเอ่ยถึงซากปรักอาทิตย์ตก ใบหน้าของชายชราคนนั้นกลับกระตุกเล็กน้อย เมื่อเดินเข้าไปเจอกับชาวเมืองคนอื่น พวกเขาก็มองหน้าเทเมนอสแต่กลับทำเป็นไม่สนใจ เทเมนอสก็สงสัยเลยเข้าไปถามชาวเมืองคนหนึ่งว่า ที่หน้าของเขามีอะไรผิดปกติงั้นหรอ แล้วคุณรู้จักซากปรักอาทิตย์ตกบ้างมั้ย ชาวเมืองก็บอกว่าไม่รู้จักหรอกว่าแต่เขาเป็นใครกันแน่ เทเมนอสก็แนะนำตัวแบบเต็มยศว่าเขาคือนักบวชแห่งคณะเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์จากฝั่งทวีปตะวันออก ตอนนั้นเองเทเมนอสก็สังเกตุเห็นว่าชาวเมืองได้สวมสร้อยคอรูปพระจันทร์เสี้ยว จากนั้นชาวเมืองก็ตะโกนอย่างไม่พอใจว่า พวกเราไม่ต้องการพวกเปลวไฟที่นี่หรอกไปตามทางของคุณซะเถอะ เทเมนอสก็รู้สึกว่าผู้คนที่นี่ทำตัวเย็นชากับเขาซึ่งก็เป็นไปตามคาด เพียงแต่ไม่มีใครสักคนต้องการพูดถึงเรื่องของซากปรักนั้นเลย แถมไม่รู้ทำไมถึงต่อต้านคณะเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ “นี่ช่างเป็นการเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ดูท่าจะต้องระมัดระวังตัวมากกว่านี้ซะแล้ว” จากนั้นให้เราเข้าไปโรงแรมแล้วกดพักนอนค้างคืน ในค่ำคืนนั้นเองชาวเมืองและชายชราก็ได้มายืนอยู่หน้าโรงแรมและคุยกับว่าตอนนี้มีผู้นับถือเปลวไฟอีกประเภทหนึ่งอยู่ในหมู่บ้าน เหมือนที่คำทำนายได้กล่าวไว้ ชายชราก็ได้บอกว่า เปลวไฟจะนำมาซึ่งการทำลายล้าง พวกเราต้องไม่ให้เขาไปที่ซากปรักได้ หากเขาไม่ยอมออกไปจากหมู่บ้านเราจะต้องทำตามที่นายท่านของเราสั่งไว้ ชาวเมืองอีกคนก็บอกว่า “อย่ายอมจำนนต่อความมืดมิดอันเงียบงัน เพราะแสงสว่างจะจางหายไป” 5 ปีก่อนหน้านี้ ในบ้านหลังหนึ่งขณะที่เทเมนอสนอนหลับอยู่ ก็ได้ยินเสียงเรียกของรอย เทเมนอสก็เลยตื่นขึ้นมาเปิดประตูให้กับรอยแล้วถามว่า ทำไมเขาถึงมาที่นี่ในตอนดึกแบบนี้รอย: เทเมนอส ตอนนี้ฉันไม่สามารถเชื่อใจคริสตจักรได้อีกต่อไป นอกจากพระสังฆราชแล้วนายคือคนเดียวที่ฉันเชื่อใจ ในฐานะที่เป็นคนที่ถูกเลี้ยงดูมาโดยพระสังฆราชเองแล้ว ฉันอยากสารภาพกับนายจากนั้นรอยก็หยิบอะไรบางอย่างขึ้นมาให้เทเมนอสดูเทเมนอส: นี่มันอะไรน่ะ ธนูหรอรอย: ธนูโลหิตทมิฬ ฉันกับพระสังฆราชได้พบมันตอนที่กำลังตรวจสอบพวกคริสตจักร ธนูนี่ไม่ควรปล่อยเอาไว้ ฉันพยายามที่จะทำลายมันแล้ว แต่ไม่สามารถทำได้เลย ฉันสาบานว่าฉันได้ลองพยายามดูแล้วเทเมนอส: […]
บทสรุป The Apothecary & Hunter, Part 1

ในระหว่างการเดินทางเมื่อมาถึงหมู่บ้าน Cropdale โอชุตต์ก็ชมว่าหมู่บ้านนี้มีผู้คนเยอะเลย แคสตี้ก็เปิดบันทึกของเธอดูพบว่าหมู่บ้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องพายราสเบอร์รี่ โอชุตต์เลยถามว่ามันคือผลไม้งั้นหรอ ฉันชอบกินเนื้อมากกว่า แคสตี้เลยบอกว่าการกินเนื้อสัตว์อย่างเดียวมันไม่มีต่อสุขภาพนะ ต้องกินให้สมดุลและพอประมาณ โอชุตต์ก็เลยบ่นอุบว่า แคสตี้เธอบ่นเหมือนแม่ฉันเลย ตอนนั้นเองโอชุตต์ก็ได้กลิ่นหอมของอะไรบางอย่าง เมื่อไปที่ร้านค้านั้นก็พบว่ามันคือเนื้อของตัว ดูออร์ดูออร์ แคสตี้ที่เห็นโอชุตต์ตื่นเต้นมาก สุดท้ายก็เลยยอมซื้อเนื้อดูออร์ดูออร์ให้โอชุตต์กิน แต่เมื่อโอชุตต์กินแล้วพบว่ารสชาติมันแปลกๆ ไม่มีอร่อยเลย แม่ค้าก็ขอโทษเพราะว่าเนื้อมันเก่าไปหน่อย เธอถึงขนาดเอาสมุนไพรทั่วทั้งสวนมาหมักเพื่อกลบกลิ่นเลยนะ แคสก็ถามทำไมต้องทำถึงขนาดนั้นเพื่อให้เนื้อเก่ามันกินได้ด้วยล่ะ แม่ค้าก็บอกว่าการล่าสัตว์ในช่วงนี้แย่มาก เลยหาเนื้อที่สดใหม่ไม่ได้ เธอได้ล่าสัตว์บริเวณนี้มาเป็นปีแล้ว แต่ก็ไม่ได้เนื้อดีๆ แบบนี้มาเลย โอชุตต์ก็เลยคิดว่าน่าจะต้องลองเข้าป่าแถวนี้ดู แม่ค้าก็เลยรู้สึกดีใจและบอกด้วยว่าป่าที่ว่ามันอยู่ถัดจากหมู่บ้านนี้เอง ให้เราออกจากหมู่บ้านทางด้านบนเข้าสู่ Forest Path จากนั้นไปทางขวาข้ามแม่น้ำเล็กๆ ไป จะเป็นแผนที่ Animal Trail เมื่อเดินจนสุดทาง โอชุตต์จะเห็นผลไม้ชิชกาบา แคสตี้ถามว่ามันอร่อยหรอ โอชุตต์ก็เล่าว่านักล่าบนเกาะ Toto’haha ถึงขั้นต่อสู้กับเหล่าสัตว์ป่าเพื่อผลไม้นี้เลยก็ว่าได้ แคสตี้เลยสงสัยทำไมผลไม้อร่อยขนาดนี้ถึงอยู่ในสภาพที่เหมือนไม่มีใครมาแตะต้องมันเลย และแล้วตัวการ ดูออร์ดูออร์ก็โผล่ออกมาด้วยท่าทางที่คลุ้มคลั่งและเข้าจู่โจมทั้ง 2 คน เมื่อหยุดอาการคลุ้มคลั่งของมันได้แล้ว แคสตี้พยายามที่จะเข้าไปรักษาอาการบาดเจ็บให้แต่มันก็วิ่งหนีไป เราก็เลยตัดสินใจที่จะตามมันไปในป่า จนกระทั่งได้พบกับกลุ่มสัตว์ที่มารวมตัวกัน แต่ท่าทางกำลังกลัวอะไรบางอย่างอยู่ เหล่าสัตว์พวกนั้นก็สื่อสารกับโอชุตต์ว่าให้พวกเราออกไป ห้ามทำร้ายดูออร์ดูออร์ แต่ทางเราก็ไม่ฟังเดินหน้าต่อจนกระทั่งได้พบกับดูออร์ดูออร์ที่อยู่ในรัง แคสตี้พยายามทำให้ดูออร์ดูออร์ใจเย็นลงและเข้ารักษาแผลของดูออร์ดูออร์สำเร็จจนได้ […]
บทสรุป Castti – Chapter 2: Sai Route

ตามบันทึกของเธอได้เคยระบุเอาไว้ว่าเธอเคยมาทำการรักษาที่นี่ ซึ่งเธอหวังว่าจะมีอะไรบางอย่างที่ช่วยฟื้นความทรงจำได้ เมื่อมาถึงไม่นานก็มีชาวเมืองตะโกนว่าเพื่อนของเขาได้รับบาดเจ็บต้องการคนช่วย แคสตี้จึงได้ไปถามชาวเมืองแถวนั้นว่ามันเกิดอะไรขึ้นหรอ ชาวเมืองก็เลยเล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้มีการต่อสู้กับพวกทหารในเมืองที่อยู่ไกลออกไป ผู้คนที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพจากต่างถิ่น ทำให้ไม่มีอะไรจะเลี้ยงชีพได้มากนัก ใครที่ต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นมักจะเดินทางไปทำงานในเมืองถัดไป ทุกอย่างเป็นปกติดี จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านที่นั่นจู่ๆ ก็ตัดสินว่าพวกเราเป็นคนไม่ดี แคสตี้ก็เลยสรุปได้ว่านี่คือสาเหตุของการนองเลือดสินะ ชาวเมืองตอบว่าใช่แล้ว ว่าแต่เธอคือใครล่ะ แคสนี้ก็แนะนำตัวเองว่าเป็นนักปรุงยาเดินทาง เธอสามารถช่วยรักษาบาดแผลได้ จากนั้นก็ถามว่าเธอจะไปรักษาคนบาดเจ็บได้ที่ไหนล่ะ ชาวเมืองก็ชี้ทางให้ว่ามีโรงหมอไม่ไกลเดินไปตามทางนี่แหละ แคสตี้กล่าวขอบคุณและเดินทางไปยังโรงหมอ ภายในโรงหมอตอนนี้มีผู้บาดเจ็บเข้ามานอนพักรักษาตัวอยู่เป็นจำนวนมาก เอ็ดมันด์หัวหน้าเหล่าทหารรับจ้างได้บ่นว่า พวกแกจะนอนขี้เกียจไปอีกนานแค่ไหน น่าจะรู้กฏกันดีอยู่แล้วใช่มั้ย ถ้าไม่ทำงานก็ไม่ต้องกิน เหมาพยาบาลสาว ที่ตอนนี้พยายามรักษาเหล่าทหารอยู่ก็ได้ต่อว่า คุณเอ็ดมันส์ฉันพึ่งจะรักษาแผลชายคนนั้นเสร็จไปเองนะ เอ็ดมันส์ตอบกลับ อย่ามาเล่าเรื่องเศร้าให้ฟังเลย คุณหมอกระดูก ผู้ชายต้องเข้มแข็ง ถ้าเขาต้องการมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ ต้องเป็นผู้ให้ เข้าใจมั้ย ถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีอะไรกิน ไม่มีข้อยกเว้น แคสตี้ที่ยืนฟังอยู่เกิดทนไม่ไหวเลยขอขัดจังหวะหน่อย เอ็ดมันส์บอกว่าถ้าไม่พอใจอะไรก็พูดมาเลย แคสตี้จึงได้บอกว่า อาการบาดเจ็บมันต้องใช้เวลาในการรักษา เขาไม่สามารถทำงานในสภาพแบบนี้ได้หรอกนะ เขาต้องพักผ่อนหากฝืนออกไปจะทำให้แผลเปิดได้ นั่นมันคือการเอาชีวิตตัวเองไปทิ้ง ทหารที่บาดเจ็บก็ส่งเสียงออกมา หัวหน้าผมลุกไม่ไหว เอ็ดมันส์ที่ไม่ค่อยพอใจก็ได้ตะโกนบอกว่า อย่ามาทำให้ฉันเสียเวลา ฟังนะทุกคน พวกนายต้องอดทน ลุกขึ้นมากับฉันเดี๋ยวนี้! พอตะโกนเสร็จเขาก็จะเดินออกจากโรงหมอแต่ไปชนเข้ากับแคสตี้ เลยตะคอกใส่ว่าให้หลีกทางไป […]