บทสรุป The Dancer & Warrior, Part 2

แอ็กเนียและฮิคาริได้เดินมาที่เมือง Ku ภายในเมืองได้มีการประดับโคมไฟเอาไว้ ทำให้ดูสวยงามเป็นพิเศษแอ็กเนีย: ดูนั่นสิพวกมันสวยจัง มันคืออะไรหรอ ฮิคาริ แสงไฟนั่นทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากฮิคาริ: มันคือโคมกระดาษที่ถูกทำขึ้นให้คล้ายกับวิญญาณของมนุษย์ ผู้คนในเมืองเริ่มตกแต่งถนน เพื่อส่งผู้เสียชีวิตแอ็กเนีย: ฉันเข้าใจแล้ว พวกเขาอาจจะจากไป แต่ก็ไม่เคยห่างไกลจากใจเราเลยฮิคาริ: ใช่แล้ว และดวงวิญญาณของพวกเขาก็ส่องทางให้เราแอ็กเนีย: ช่างน่าอัศจรรย์เบงเคย์: ฝ่าบาทฮิคาริฮิคาริ: มีอะไรหรอเบงเคย์เบงเคย์: อาจเป็นเพียงข้อเสนอแนะที่ไร้สาระ แต่…เราควรจัดเทศกาลเพื่อรำลึกถึงชัยชนะของเราหรือไม่ ตั้งแต่สมัยโบราณ คูได้เฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามด้วยงานฉลองที่อลังการ เราควรทำเช่นเดียวกัน เพื่อประชาชนจะได้รักราชาองค์ใหม่ของตนฮิคาริ: …ไม่เบงเคย์: ทำไมล่ะ ฝ่าบาทฮิคาริ: บาดแผลของเพื่อนเรายังสดใหม่ ร่างกายและจิตใจของพวกเขายังคงบอบช้ำ เราทุกคนสูญเสียอะไรไปมากมายในสงคราม ไม่มีเหตุผลที่จะเฉลิมฉลองแอ็กเนีย: นายมีจิตใจที่ดีจัง ฮิคาริ แต่นายก็ไม่ควรอารมณ์ร้ายตลอดเวลา การเห็นนายมีความสุขจะทำให้คนอื่น มีความสุขตามไปด้วยฮิคาริ: แอ็กเนียแอ็กเนีย: งั้นมาลองแบบนี้กันดูไหมล่ะ จัดงานเทศกาลเพื่อขอพร มอบความสุขให้กับผู้ที่สูญเสียฮิคาริ: และด้วยวิธีนี้เราได้แสดงความอาลัยต่อเพื่อนของเรา..ข้าเห็นคุณค่าในเรื่องนี้ พิธีกรรมแห่งการรำลึก ข้าชอบมันเบงเคย์: เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยม ข้าจะเริ่มเตรียมการทันที ท่านหญิงแอกเนีย คุณจะให้เกียรติเต้นรำในงานเฉลิมฉลองไหมแอ็กเนีย: ฉันหรอ? นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง!เบงเคย์: งั้นพวกเราก็มีทุกอย่างพร้อมแล้วฮิคาริ: ยังไม่ครบนะเบงเคย์ พิธีกรรมต้องมีอุปกรณ์ที่เหมาะสมเบงเคย์: อ่าา นั่นสินะฝ่าบาท […]
บทสรุป Hikari – Chapter 5

ฮิคาริได้มายืนอยู่บนเนินเขาวีรบุรุษอีกครั้ง และได้พูดว่า ในที่สุดก็ได้กลับบ้าน พร้อมด้วยสหายเป็นแรงเสริม ภายในเมืองมิกกะได้มาเคารพศพพ่อของเธอ ส่วนทางรึตสึก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับบอกว่า ริตสึ: พี่จะรีบกลับ นะมิกกะมิกกะ: พี่จะออกไปต่อสู้อีกแล้วใช่มั้ยริตสึ: เอาน่า อย่าทำหน้าเศร้าไปเลยมิกกะ: หนูรู้ว่าเพราะพี่ทำงานหนัก เลยทำให้ชีวิตของพวกเราดีขึ้น แต่นี่มันไม่ใช่สิ่งที่หนูต้องการริตสึ: แล้วน้องต้องการอะไรหรอ เธออิ่มท้อง มีหลังคาเหนือหัว และมีชุดกิโมโนใหม่เอี่ยม มีกี่คนที่สามารถทำแบบนี้ได้มิกกะ: หนูแค่…ต้องการให้พี่อยู่ที่นี่ด้วยกัน หนูกลัว..หนูไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรถ้าพี่ไม่กลับมาริตสึ: พี่สัญญา ว่าพี่จะกลับมา พี่อยากให้เธอมีความสุขนะมิกกะ มีความสุขมากจนสามารถลืมความทุกข์ทรมานทั้งหมดที่เคยเจอมาได้ เงยหน้าเอาไว้ เธอสมควรที่จะได้มองดูท้องฟ้ามิกกะ: ค่ะพี่ ในห้องบัลลังก์มูเกน: แม่ทัพริตสึริตสึ: ฝ่าบาททรงเรียกหาหม่อมฉันหรอ?มูเกน: น้องชายโง่เขลาของข้าและพวกราษฎรที่เขาเรียกว่ากองทัพได้เริ่มรุกคืบเข้ามาแล้วริตสึ: ข้าจะเริ่มเสริมกำลังป้องกันปราสาททันทีมูเกน: ไม่ต้อง ข้าจะปล่อยมันให้เป็นหน้าที่ของคนอื่น เจ้าคอยอยู่ใกล้ข้าไว้ก็พอริตสึ: นับเป็นเกียรติที่อยู่เหนือจิตนาการของข้ามากฝ่าบาทมูเกน: เจ้าได้ก้าวข้ามศัตรูจำนวนนับไม่ถ้วนเพื่อไปถึงตำแหน่งของเจ้า จากชนชั้นต่ำสู่ตำแหน่งแม่ทัพ การผงาดขึ้นของเจ้าเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเข้มแข็ง นี่คือวิถีแห่งโลก ผู้ยิ่งใหญ่จะสร้างปราสาทของตนบนซากศพของผู้อ่อนโยน ทางด้านฮิคาริได้รับการแจ้งข่าวจากคาซานเมื่อถึงเวลาสุกงอม เหยี่ยวขอเชิญสหายมาร่วมงาน มายังคูซึ่งมีงานเลี้ยงรออยู่ลงมาด้านล่างฮิคาริก็จะพบกับคาซานฮิคาริ: คาซานคาซาน: ช่วงเวลานั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้วสหาย ข้านำพันธมิตรมาด้วย มาดูเหล่าผู้กล้าของคูกันฮิคาริและคาซานก็ได้เดินไปดูกองทัพพันธมิตร นอกจากเหล่ากลาดิเอเตอร์จาก Montwise แล้วยังมีชาวเมืองของคูเข้ามาร่วมด้วยอีกมากมายชาวเมืองคู1: นายท่านฮิคาริชาวเมืองคู2: องค์ชายฮิคาริ: ทำไม..?คาซาน: […]
บทสรุป The Apothecary & Hunter, Part 2

โอชุตต์และแคสตี้ได้เดินทางมายังเมือง Cropdale อีกครั้ง ที่หน้าเมืองโอชุตต์ก็บ่นว่าหิวเช่นเดิม แคสตี้เลยบอกว่าเธอจำได้ว่ามีร้านขายเนื้ออยู่นะ แต่เมื่อมองออกไปดูเห็นว่ามันไม่มีร้านนั้นอีกแล้ว ส่วนทางโอชุตต์ก็นึกถึงดูออร์ดูออร์ที่เคยรักษามันเมื่อครั้งก่อน ตอนนี้จะเป็นอย่างไรบ้างนะ ทั้ง 2 ก็เลยตกลงกันว่าจะไปเยี่ยมดูอาการกันหน่อย ให้เราเดินทางไป Animal Trail ป่าที่เคยไปรักษาดูออร์ดูออร์ครั้งที่แล้ว เมื่อมาถึงก็พบว่าป่ามันแปลกไป ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่แถวนี้เลย แถมบรรยากาศก็ดูมืดลง เมื่อเดินลึกเข้าไปอีก ก็ได้เจอกับเงาดำแปลกๆ ทำให้แคสตี้มีอาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก โอชุตต์ก็เลยอาสาจัดการมันเอง ตอนนี้ให้เรา Challenge เงาดำแปลกๆ นั่น เมื่อโอชุตต์กำจัดมันได้แล้ว เราก็จะเจอดูออร์ดูออร์ที่ตามหา ตอนนี้มันดูเหมือนได้รับบาดเจ็บ แถมยังมีรอยสีดำอยู่ตามตัว แคสตี้ก็เลยคิดว่ามันอาจจะเกิดอาการเดียวกันกับที่โดนฝนพิษก็ได้ เธอจึงอยากขอลองรักษามันดู หลังจากนั้นแคสตี้ก็รักษาอาการให้ดีขึ้นมาได้ ส่วนดูออร์ดูออร์ก็เล่าให้ฟังว่า มันพยายามใช้ตัวเองเป็นโล่ป้องกันพวกเงาเอาไว้ เพื่อให้สิ่งมีชีวิตอื่นสามารถหลบหนีได้ มันจะทำลายเงาให้ได้ในไม่ช้าก็เร็ว แต่แคสตี้ก็เป็นห่วงกลัวว่าเงาจะทำร้ายมันได้อีก สุดท้ายแคสตี้กับโอชุตต์ก็เลยติดสินใจตามร่องรอยของเงาลึกเข้าไปในป่า เมื่อเดินลึกเข้าไปแคสตี้ก็พบว่าตัวเองพลัดหลงกับโอชุตต์ไปแล้ว ส่วนเธอก็ต้องเดินหน้าต่อไป สุดท้ายก็พบเข้ากับเงามืดมันพยายามล่อลวงและเข้าครอบงำตัวของแคสตี้ ตอนนั้นเองโอชุตต์ก็ได้ตะโกนเรียกแคสตี้ให้ตั้งสติกลับมาได้ แคสตี้เลยถามว่าโอชุตต์หายไปไหนมา โอชุตต์ก็บอกว่าเธอไม่ได้หายไปไหนเลยต่างหาก ส่วนเงาดำมันก็ถามว่าโอชุตต์เป็นใคร เธอมีแสงสว่างในตัวมากเกินไป และไม่มีเงามืดอยู่ภายในเลย จากนั้นทั้ง 2 ก็เข้าต่อสู้กับเงาดำนั้น เมื่อเอาชนะมันได้ ความมืดที่เข้าครอบงำอยู่ในป่าแห่งนี้ก็ได้หายไปและกลับมาเป็นปกติ แคสตี้ก็รู้สึกสงสัยว่าสถานที่ที่พวกเธอไปมานั้นมันคือที่ไหนกันแน่ มันรู้สึกเหมือนชีวิตกำลังจะหลุดลอยออกไป […]
บทสรุป Castti – Chapter 4

แคสตี้ได้เดินทางมาถึงเมือง Timberain ตามที่ทรูโซได้เคยบอกว่า เมืองนี้จะจัดพิธีราชาภิเษก ทำให้ผู้คนมากมายจะมารวมตัวกันที่ปราสาท ตอนนี้แคสตี้รู้สึกว่า มวลอากาศเริ่มหนัก ฝนกำลังจะมา ทำให้เธอมีเวลาเหลือไม่มากแล้ว โดยจะต้องเริ่มจากการสำรวจรอบๆ เมืองนี้ก่อน ให้เราเดินขึ้นบันไดไปทางซ้าย จะได้พบกับเอ็ดมันด์ แคสตี้ถามว่ามาทำอะไรที่นี่ เอ็ดมันด์เลยเล่าให้ฟัง เพราะความช่วยเหลือของแคสตี้ทำให้พวกเขาได้รับการยอมรับกลายเป็นพลเมืองของทิมเบอร์เรนแล้ว วันนี้เป็นวันราชาภิเษก ดังนั้นเราจึงต้องออกมาเฉลิมฉลองกันอย่างเต็มที่ เจ้าชายทรงจัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกมารวมตัวกันเพื่อร่วมสนุก แม้แต่นักข่าวบางคนจากฝั่งตะวันออกก็เข้าร่วมในงานนี้ เมื่อได้ยินแบบนั้นยิ่งทำให้แคสตี้รู้สึกหนักใจ สุดท้ายแคสตี้ก็เลยยอมเล่าเรื่องแผนการของทรูโซให้เอ็ดมันด์ได้ฟัง เอ็ดมันด์ก็เชื่อที่แคสตี้เล่า และบอกว่าหากต้องการความช่วยเหลืออะไรก็ให้บอกมาได้เลย แคสตี้เลยบอกว่าอยากให้เอ็ดมันด์พาผู้คนทั้งหมดไปให้ไกลจากที่นี่และต้องไม่โดนฝน เอ็ดมันด์ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงเพราะมีคนเยอะมากและเขาไม่ใช่หมาที่ต้อนแกะนะ แคสตี้บอกว่า ก็จริงมันทำได้ยากมากเพราะว่าเราขาดคน เอ็ดมันด์บอกว่าถ้าขาดคนล่ะก็ตามฉันมาก่อนสิ ให้เราไปที่บาร์ เอ็ดมันด์จะพาเรามาแนะนำให้รู้จักกับเหล่าทหารของทิมเบอร์เรน พวกเขานี่แหละที่จะคอยเฝ้าระวังตามจุดต่างๆ ภายในพิธีราชาภิเษก ทำให้แคสตี้รู้สึกมีความหวังเพราะชาวเมืองจะไม่ฟังที่พวกเราพูด แต่จะฟังพวกทหารแน่นอน แคสตี้เลยเดินเข้าไป ตะโกนเล่าเรื่องให้ทหารฟัง บอกว่าจะมีฝนตกเป็นสีม่วงซึ่งมันมีพิษตกลงมา ใครก็ตามที่โดนมันจะตายแน่นอน หากอยากให้ทุกคนปลอดภัยจะต้องพาพวกเขาไปยังที่ปลอดภัย แต่พวกทหารกลับหัวเราะเยาะใส่ เพราะว่าเขาไม่เชื่อเกี่ยวกับฝนตกเป็นสีม่วง มีหลักฐานอะไรคือเปล่า แคสตี้เลยถกแขนเสื้อให้พวกเขาดูว่าเธอก็เคยเป็นเหยื่อ แขนของเธอตอนนี้ยังเป็นสีม่วงอยู่เลย จากนั้นก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านให้เหล่าหทารฟัง สุดท้ายกริฟที่เป็นหนึ่งในทหารพวกนั้นก็บอกว่า ให้เชื่อแคสตี้และเอ็ดมันด์เถอะ เพราะพวกเราเป็นหนี้บุญคุณทั้งสองคนนี้มาก พวกเขาช่วยชีวิตเพื่อนทหารของเราหลายสิบนายระหว่างการปะทะใน Sai เราเป็นทหารของทิมเบอร์เลน ที่มีชื่อเสียงด้านเกียรติยศ เราไม่สามารถเพิกเฉยต่อหนี้บุญคุณนี้ได้ […]
บทสรุป The Cleric & Thief, Part 2

หลังจากทั้ง 2 คนได้เดินทางมาถึงเมือง Conning Creek โทรเน่ได้หยิบอัญมณีออกมา เทเมนอสเลยถามว่าเธอได้อัญมณีนั่นมาจากไหน โทรเน่ก็บอกว่าเธอขโมยมา มันสวยมั้ย เทเมนอสเลยบ่นว่า ขโมยมาอีกแล้วหรอ ถ้าเธอเป็นคนที่เชื่อในคริสตจักร เธอจะต้องเผชิญกับการพิพากษาสำหรับมัน โทรเน่ตอบว่านายนี่มันช่างหลงไหลในงานที่ทำอยู่จริงๆ แต่แล้วก็เหมือนมีอะไรมาทิ่มตัวโทรเน่ทำให้เธอรู้สึกเจ็บขึ้นมา เทเมนอสเลยบอกว่า ฮาฮา นั่นแหละที่เรียกว่า การลงโทษของพระเจ้า หลังจากโทรเน่ลองดูก็พบว่ามันคือ กระจกพัง ที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ ก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงยังเก็บมันเอาไว้อยู่กับตัว ระหว่างที่ทั้ง 2 คุยกันอยู่ ก็ได้ยินชาวเมืองพูดคุยกันว่าเกิดเหตุฆาตกรรมกันขึ้นมา เทเมนอสก็รู้สึกถึงลางไม่ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ โทรเน่เชื่อในลางร้ายของเทเมนอส จากนั้นกลุ่มผู้คุ้มกันเมืองได้เข้ามาเคลียร์พื้นที่ไล่ชาวเมืองออกไป ทำให้เทเมนอสและโทรเน่ได้เห็นศพ พบว่านั่นคืออัลพาเตส ทั้ง 2 ก็ได้มาพูดคุยกันว่าใครที่เป็นคนฆ่าอัลพาเตส หลังจากลองสรุปเรื่องราวก่อนหน้านี้ของเธอ เธอต้องการกลับไปที่ตระกูลเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ เพียงแต่เบาะแสเท่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปอะไรได้ เลยตัดสินใจจะกลับไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุกันก่อน ให้เราเดินกลับไปยังชายหาด แต่ดูเหมือนว่าศพของอัลพาเตสจะถูกพาตัวไปไว้ในบ้านหลังหนึ่งใกล้ๆ ชายหาด โดยมีผู้คุ้มกันเฝ้าประตูเอาไว้อยู่ ให้เรา Ambush ผู้คุ้มกันแล้วเข้าไปในบ้าน จากนั้น Steal ของจากศพของอัลพาเตส จะได้กระดาษแผ่นหนึ่งมา มันเขียนเอาไว้ว่า ถ้ำพระจันทร์และพระอาทิตย์ “ตรงที่กลางวันและกลางคืนมาบรรจบกัน” เทเมนอสก็คิดว่ามันเหมือนกับเป็นรหัสลับอะไรบางอย่าง และตรวจสอบสภาพของอัลพาเตส […]
บทสรุป Temenos – Chapter 4

30 ปีก่อนหน้า ที่ซากปรักของคาลพ่อของเคลดีน่า: วิ่ง ดีน่า พ่อจะต้องปกป้องเปลวไฟสีฟ้า ดีน่า: พ่อ..พ่อของเคลดีน่า: แต่ลูกต้องรอดนะดีน่า แก้แค้นให้พวกเรา ในสักวันหนึ่งเมื่อพ่อของเขาพูดจบก็วิ่งเข้าไปขวางเหล่าศัตรูเอาไว้แต่ก็ถูกฆ่าตาย เคลดีน่าได้ร้องตะโกนเรียกพ่อ จากนั้นวิ่งหนีออกไป ฉันเกลียดพวกมันฉันเกลียดคนที่ทำให้ผู้คนของฉันหายไปจากโลกและเกลียดโลกที่โหดร้าย ไม่สนใจใยดีที่ปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นฉันเกลียดพวกมัน ฉันเกลียดพวกมัน ฉันเกลียดพวกมันฉันเกลียดพวกมัน ฉันเกลียดพวกมัน ฉันเกลียดพวกมันและถ้ามีสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าในโลกนี้พวกเขาคือศัตรูของฉัน เปลวไฟสีฟ้าละทิ้งผู้คนของฉันแต่เหนือสิ่งอื่นใดฉันเกลียดตัวเองเกลียดความไร้พลังของตัวเองฉันจึงเดินตามรอยเท้าของศัตรูแสดงความเชื่อในเปลวไฟและรอโอกาสที่จะแก้แค้นอย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งของศัตรูนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าใครจะเข้าใจได้หากฉันแข็งแกร่งกว่านี้ฉันต้องแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรก็ตามพลังจะเป็นของฉันไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรก็ตาม ที่โบราณสถาน ณ หมู่บ้านไร้นาม เคลดีน่าได้ยืนอยู่ที่หน้าทางเข้าเคลดีน่า: ในที่สุด ฉันบูชาเปลวไฟสองแบบที่แตกต่างกัน ในดินแดนหลายแห่ง แต่ตอนนี้จุดจบก็ใกล้เข้ามาแล้วจากนั้นหน่วยของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ก็ได้เดินทัพตามมาเคลดีน่า: นี่ก็ไกลพอแล้ว ออร์ตรวบรวมอัศวินแล้วฉันมาออร์ต: เรียบร้อยแล้วครับ หัวหน้าเคลดีน่าเคลดีน่าได้เดินออกมาและสั่งเหล่าอัศวินที่เหลือเคลดีน่า: เฝ้าระวังที่นี่ไว้ ระวังสุนัขและจมูกที่เฉียบแหลมของมันให้อยู่ห่างจากที่นี่ ฮาฮา ไม่มีอะไรนอกจากความมืดมิดอยู่ข้างหน้า นี่ให้ฉันรู้สึกสบายใจมากกว่าเปลวไฟใดๆจากนั้นเคลดีน่าและเหล่าอัศวินก็เดินเข้าไปในโบราณสถาน ทางด้านเทเมนอสก็มาถึงหมู่บ้านไร้นาม เขาต้องการที่จะหยุดเคลดีน่าและเปิดเผยความจริงให้ได้ แต่ก่อนหน้านั้นก็ต้องตามหาสถานที่ทำพิธีกรรมก่อน โดยให้ออกจากหมู่บ้านไปทางด้านบนจะเข้าสู่แผนที่ Wandering Wood จากนั้นเดินไปข้างไหนก็ได้ แล้วเทเมนอสก็จะรู้ตัวว่ากำลังหลงทางอยู่ในป่า ให้วิ่งไปด้านไหนก็ได้อีกครั้งจนในที่สุด เทเมนอสก็จะรู้ตัวแล้วว่าเขาไม่สามารถผ่านป่านี้ไปได้เลย และด้วยคำใบ้จากในบันทึกที่ได้รับมา ทำให้ต้องไปตามหา บรรพบุรุษ ที่อยู่ในหมู่บ้าน สำหรับ บรรพบุรุษ คนนี้จะอยู่บริเวณฝั่งขวา ตรงกลางของหมู่บ้าน ให้เราเดินลงบันไดที่อยู่ข้างสะพานก็จะเจอกับเขา จากนั้นให้ใช้ […]
บทสรุป Throne – Chapter 4

โทรเน่ได้กลับมาที่เมือง New Delsta อีกครั้ง เพื่อความหวังในการค้นหากุญแจปลดล็อคปลอกคอ อย่างไรก็ตามตอนนี้โทรเน่ก็อยากจะกลับไปดูที่รังว่าเป็นยังไงบ้าง หลังจากที่ไม่มีครอบครัวแล้ว แต่ขณะนั้นโทรเน่ก็ได้กลิ่นควันที่คุ้นเคย ซึ่งมันคือกลิ่นควันของปิโร่ เขาน่าจะถูกฝังอยู่ในสุสาน เดินไปด้านซ้ายจะเจอกับสุสานของอสรพิษทมิฬสุสานของกลุ่มอสรพิษทมิฬสำหรับอสรพิษ ความตายคือเพื่อนที่ใกล้ชิดที่สุดของเราเมื่อเราล้มลง เราก็ถูกฝังไว้ที่นี่ผู้คนบอกว่านี่เป็นความคิดของแม่แต่ฉันก็มีข้อสงสัยไม่มีใครที่จะโศกเศร้ากับความตายของเราความเมตตาเช่นนี้ต่อพวกเรามันช่างไร้ค่าถึงกระนั้น เราก็ยังยอมรับมัน ที่ด้านในของสุสานมีชาย 2 คนจากอสรพิษทมิฬยืนคุยกันอยู่ ตอนนี้อสรพิษทมิฬสถานการณ์เริ่มย่ำแย่ พวกเขาหวังว่าพ่อกับแม่จะรีบกลับมาที่รังโดยเร็ว นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่พวกเราต้องรีบหาตัวผู้สืบทอด เพราะมีคนกล่าวเอาไว้ อสรพิษมักจะรู้ว่าตัวเองกำลังใกล้จะตายแล้ว ถ้าหากไม่มีพ่อกับแม่อยู่ คงถึงคราวที่กลุ่มต้องล่มสลาย แต่แล้วสถานการณ์ก็พลิกผัน ชายอีกคนหนึ่งหวังจะยึดครองกลุ่มเอาไว้เอง ก็เลยลงมือฆ่าชายที่อยู่ข้างๆ แล้วบอกว่าเขาจะกลายเป็นพ่อของกลุ่มนี้เอง หลังจากที่โทรเน่สังเกตุการณ์เสร็จ ก็เลยเข้าไปจัดการทุบให้ชายคนนั้นสลบไป เธอก็เดินเข้าไปที่หลุมศพของปิโร่และเล่าเรื่องราวที่เธอได้ทำให้ปิโร่ฟัง ในระหว่างที่เล่าอยู่เธอก็สังเกตุเห็นอะไรบางอย่างเหมือนถูกแกะสลักไว้ มันเขียนเอาไว้ว่า “ฉันรออยู่ที่จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด” หลังจากอ่านจบเธอก็รู้สงสัยว่าทำไมคำพวกนี้ถูกแกะสลักเอาไว้ที่หลุมศพของปิโร่ ใครเป็นคนทำ และทำเพื่ออะไร โทรเน่ก็ได้นึกย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด มันคือช่วงเวลาที่หลบหนีอยู่ในทางท่อระบายน้ำใต้ดิน และประตูที่ควรจะเปิดรออยู่มันกลับปิด ทำให้เธอได้คิดต่อไปอีกว่า ทำไมประตูมันถึงล็อคอยู่ แม้มันอาจจะเป็นฝีมือศัตรู เพื่อปิดทางหนีก็ตาม แต่ก็ยังมีเส้นทางหลบหนีอีกมากมายนับไม่ถ้วน พวกมันไม่น่าเดาได้ทั้งหมด อันที่จริงพวกมันซุ่มโจมตีเราที่ทางหลบหนีอื่นอีกด้วย แต่ถ้าการหยุดเราไม่ใช่เป้าหมายของพวกมันแล้วล่ะก็ ทำไมประตูนั่นมันต้องถูกล็อค มีอะไรอยู่ข้างหลังประตูนั่น หรือว่าบางทีกุญแจของพ่อและแม่… ทีนี้ให้เราเดินลงไปยังท่อระบายน้ำที่อยู่ทางขวามือ แล้วไปยังประตูที่ถูกล็อคอยู่ในตอนเริ่มเรื่องของโทรเน่ เมื่อไปถึงโทรเน่ใช้กุญแจที่ได้มาจากพ่อและแม่ไขปลดล็อคมันได้ เดินไปต่อก็จะออกมาข้างนอกแล้วพบว่ามันคือหุบเขา […]
บทสรุป Castti – Chapter 3

แคสตี้ที่เดินทางมาถึง Abandoned Village เดินไปอีกเล็กน้อยก็ได้เจอเข้ากับมาลายาแคสตี้: มาลายา เธอมาทำอะไรที่นี่มาลายา: เธอถามผิดคำถามแล้วล่ะ เธอน่าจะถามว่า เกิดอะไรขึ้นที่นี่ คำว่า “ซานตาเนโฮ” มีความหมายอะไรกับเธอบ้างไหม มันคือดอกไม้ที่สำคัญมากกับกลุ่มนักปรุงยาของเอียร์แคสตี้: ซานตาเนโฮเมื่อแคสตี้พูดจบ ก็มีภาพในอดีตแว่บขึ้นมามาลายา: ดีมากแคสตี้ ถึงเวลาที่จะต้องจำได้แล้ว ฉันจะช่วยด้วยให้แคสตี้กด Inquire กับมาลายา แล้วคำว่า ดอกซานตาเนโฮ จะทำให้เธอนึกถึงเรื่องในอดีตได้ เรื่องราวของเรามันเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อนมันเป็นฤดูร้อนที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของสีเขียวฤดูของเมฆและฝนกำลังจะมาถึงกลุ่มนักปรุงยาของเอียร์กำลังทำการรักษาชาวเมืองคนหนึ่ง จากนั้นแคสตี้ก็ได้นำยามารักษาให้ หลังจากนั้นชาวเมืองก็อาการดีขึ้น แล้วทรูโซก็วิ่งเข้ามา เขาขอโทษที่มาสายเพราะเจอเข้ากับคนไข้ ชื่อว่า แซลลี่กลางทาง และได้ทำการรักษาเบื้องต้นให้แล้ว แต่ก็ยังกังวลอยู่บ้าง เดี๋ยวจะต้องไปติดตามดูอาการของเธอเร็วๆ นี้ เอลมาหนึ่งในกลุ่มนักปรุงยาของเอียร์ก็ถึงกับชมว่า นายใส่ใจคนไข้ของนายมากกว่านักปรุงยาคนอื่นที่ฉันเคยพบมา มาลายาก็ชมเช่นกันว่า นั่นคือหัวใจสำคัญของการเป็นผู้รักษา ยื่นมือเข้าช่วยเหลือทุกคนที่ต้องการ หลักการและคำพูดของแคสตี้เพื่อการดำเนินชีวิต มันคือพลังของจิตวิญญาณของเธอที่ทำให้เราทุกคนมารวมกัน แอนดี้ก็บอกด้วยว่า หลักการนี้มันทำให้กลุ่มของเรานั้นพิเศษ แคสตี้ก็ขอบคุณสำหรับคำชม แล้วก็บอกให้ทุกคนพักกันหน่อยเถอะ ตอนนี้ให้เราเดินไป Inquire กับกลุ่มนักปรุงยาของเอียร์ที่กระจายตัวกันอยู่ในเมืองให้ครบทุกคน โดยจะมี เอลม่า, แรนดี้, ทรูโซ และแอนดี้ […]
บทสรุป Hikari – Chapter 4

ห้องบัลลังก์ของคู อาเกฮะได้เข้ามารายงานเกี่ยวกับทัพของฮิคาริ ที่ตอนนี้มันกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยอาเกฮะได้ขอให้ส่งกองทัพเข้าไปปราบปราม แต่ทางด้านมูเกนก็บอกไม่ต้องห่วงเรื่องนี้เขาจะจัดการด้วยตัวเอง หากฮิคาริกล้ากลับมาที่นี่เขาจะเป็นคนบั่นคอมันเอง จากนั้นมูเกนก็ควักดาบโลหิตทมิฬออกมา มันคือสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลคู ตัวดาบมีสีแดงและออร่าแห่งความมืดคลุมอยู่ สีแดงนี้มันเต็มไปด้วยเลือดและวิญญาณนับไม่ถ้วนที่ถูกมันล่าไป มูเกนบอกว่าดาบเล่มนี้เขาเท่านั้นที่คู่ควร แม่ผู้ต่ำต้อยของฮิคาริ ได้เห็นด้วยตาแล้วว่าฮิคาริจะไม่มีทางเป็นคนของตระกูลคูอย่างแท้จริง เลือดอันไม่บริสุทธิ์ของเขาคงจะต้องกลายเป็นเพียงสนิมบนดาบเล่มนี้เท่านั้น ทางด้านฮิคาริได้เดินทางมาถึง Stormhail ที่นี่เป็นอาณาเขตของตระกูลเมย์ จากนั้นให้เดินขึ้นไปด้านบนเข้าสู่ Stormhail: Bridge แล้วออกไปทางขวา ฮิคาริก็จะได้พบกับคนของตระกูลเมย์ เขาก็ได้บอกกับทางตระกูลว่า เขาคือฮิคาริมาขอเข้าพบกับไรเมย์ แต่คนของตระกูลที่นำมาโดย คุนโซ กลับไม่ยอมให้ผ่านเข้าไป เป็นคำสั่งโดยตรงมาจากไรเมย์เอง ฮิคาริที่ไม่มีทางเลือกก็เลยต้องยอมใช้กำลังเข้าต่อสู้กัน เมื่อปราบกลุ่มของตระกูลเมย์ได้ ไรเมย์ก็ได้ออกมาหยุดการต่อสู้ด้วยตัวเองและเธอก็เดินเข้ามาทักทายฮิคาริไรเมย์: ไม่ได้เจอกันมานานเลยนะฮิคาริ 3 ปีนับตั้งแต่การต่อสู้ครั้งนั้นฮิคาริ: ไรเมย์ มูเกนได้เข้าควบคุมคูแล้ว เพื่ออนาคตของชาติ ข้าต้องเห็นมันถูกปลดออกจากราชบัลลังก์ เพราะงั้นข้าก็เลยมาหาเจ้า ข้าต้องการหอกของเจ้าให้มาอยู่เคียงข้าง หอกแห่งเลวิน ด้วยการร่วมมือกันจะต้องยุติความเผด็จการของมูเกนได้ ได้โปรดไรเมย์ ข้าเกรงว่าจะไม่สามารถทำมันได้ ถ้าไม่มีพลังของตระกลูเมย์ไรเมย์: นายไม่ควรมาที่นี่เลย มิตรภาพของเราได้จบลงไปนานแล้วฮิคาริ: อะไรนะ?ไรเมย์: ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการ ใครก็ตามที่ได้พบกับนายจะต้องฆ่านายทันที ฮิคาริ: ไรเมย์ไรเมย์: ตอนนี้ข้าได้วางศรัทธาเอาไว้ในหอก เรียกการพิพากษาจากสรวงสวรรค์และลงทัณฑ์ศัตรูเมื่อกล่าวคำจบ ไรเมย์ก็ได้ปล่อยพลังเรียกสายฟ้าผ่าไปที่สะพาน ทำให้สะพานพังและตัวฮิคาริก็ได้ตกลงไปด้วยไรเมย์: […]
บทสรุป Temenos – Chapter 3: Stormhail Route

Stormhail ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของผู้พิทักษ์ศักดิ์สิทธิ์ ตอนนี้เทเมนอสได้เปิดอ่านจดหมายที่มิ้นท์เขียนมาถึง ถึงเทเมนอสสบายดีมั้ยในส่วนของฉัน ฉันยินดีที่จะบอกว่าการสอบสวนได้คลี่คลายลงในที่สุดเมื่อใดก็ตามที่ฉันนึกถึงพระสังฆราชที่ล่วงลับไปแล้ว มันทำให้รู้สึกแน่นหน้าอกอย่างไรก็ตาม ฉันยังคงเดินหน้าต่อไปฉันได้รับจดหมายของนายด้วยความยินดี ฉันเข้าใจว่าสำนักงานใหญ่ของผู้พิทักษ์ศักดิ์สิทธิ์คือจุดหมายปลายทางต่อไปของนาย ฉันภาวนาให้นายไม่ทะเลาะกับพวกเขาแม้ว่าความสัมพันธ์จะตึงเครียดก็ตามเช่นเคย ประตูของเราเปิดต้อนรับนายอยู่หากนายต้องการพักผ่อนขอให้รุ่งอรุณนำพาซึ่งข่าวดีและโชคลาภมิ้นท์ พออ่านจบเทเมนอสให้ความคิดเห็นว่า มิ้นท์เป็นคนที่จุ้นจ้านแม้กระทั่งสิ่งที่เขียนมาทำให้รู้สึกเหมือนเจอหน้ากันจริงๆ ฉันคงยังไม่กลับไปเร็วๆ นี้หรอกนะ ถ้าเธอได้ยินคงจะไม่พอใจแน่นอน เอาล่ะถึงเวลาเริ่มงานได้ ก่อนอื่นต้องไปที่สำนักงานผู้พิทักษ์ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อสอบสวนสถาปนิกวาดอส เมื่อเดินไปถึงที่หน้าสำนักงานใหญ่ เทเมนอสก็บ่นว่าฝูกายังคงร้องเสียงดังอยู่แต่ในรังเหมือนเดิม มันทำให้ฉันรู้สึกเย็นวาบทุกครั้งที่เห็นมัน ในระหว่างนั้นเองก็มีคนตะโกนบอกให้หลบไป แล้วก็วิ่งเข้ามาชนเทเมนอสจนทั้งคู่ล้มลงคริก: อะแฮ่ม ขอโทษด้วย คุณเจ็บมั้ย?เทเมนอส: โอ้ย ฉันบาดเจ็บสาหัสจริงๆคริกตกใจที่เห็นว่าคนที่เขาชนจนล้มไปคือเทเมนอสคริก: ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าเป็นนายนี่เอง เทเมนอส ถ้านายมาถึงที่นี่ก็แสดงว่า นายต้องการสอบปากคำวาดอสใช่มั้ยเทเมนอส: ใช่เลย ว่าแต่ทำไมนายดูวุ่นวายจังคริก: ถ้าให้พูดเรื่องจริงก็…ฉันนอนตื่นสายน่ะเทเมนอส: และตอนนี้นายดูรีบร้อนมาก เพิ่งได้รับการแต่งตั้งใช่ไหม ถ้าแบบนั้นก็ใช้คำพูดนี้เป็นข้ออ้างแล้วกัน “ขออภัยที่มาสาย พอดีต้อนรับแขกที่ไม่คาดคิดอยู่ นั่นก็คือผู้ตรวจสอบครับ”คริก: แต่แบบนั้นมันก็คือการโกหกนี่เทเมนอส: เส้นทางสู่ความเป็นผู้ใหญ่เต็มไปด้วยคำโกหกอันไม่เป็นพิษเป็นภัยนะคริกคริก: ฉันไม่ยอมให้นายทำเหมือนกับฉันเป็นเด็กนะเทเมนอส: โอ ฉันเชื่อว่าสิ่งที่ฉันทำทั้งหมดคือเสนอข้อแก้ตัวให้นายนะคริก: มันก็ใช่ แต่ฉันก็สงสัยอยู่ดีว่าทำไม นายต้องมีจุดประสงค์อื่นเทเมนอส: ฮาฮา นายไม่ควรสงสัยผู้คนเช่นนั้นนะคริก: ไม่ ไม่ ฉันไม่ควรทำแบบนั้น ฉันควรจะต้องรับการลงโทษสำหรับการมาสายของฉันเทเมนอส: […]