บทสรุป The Apothecary & Hunter, Part 1

ในระหว่างการเดินทางเมื่อมาถึงหมู่บ้าน Cropdale โอชุตต์ก็ชมว่าหมู่บ้านนี้มีผู้คนเยอะเลย แคสตี้ก็เปิดบันทึกของเธอดูพบว่าหมู่บ้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องพายราสเบอร์รี่ โอชุตต์เลยถามว่ามันคือผลไม้งั้นหรอ ฉันชอบกินเนื้อมากกว่า แคสตี้เลยบอกว่าการกินเนื้อสัตว์อย่างเดียวมันไม่มีต่อสุขภาพนะ ต้องกินให้สมดุลและพอประมาณ โอชุตต์ก็เลยบ่นอุบว่า แคสตี้เธอบ่นเหมือนแม่ฉันเลย ตอนนั้นเองโอชุตต์ก็ได้กลิ่นหอมของอะไรบางอย่าง เมื่อไปที่ร้านค้านั้นก็พบว่ามันคือเนื้อของตัว ดูออร์ดูออร์ แคสตี้ที่เห็นโอชุตต์ตื่นเต้นมาก สุดท้ายก็เลยยอมซื้อเนื้อดูออร์ดูออร์ให้โอชุตต์กิน แต่เมื่อโอชุตต์กินแล้วพบว่ารสชาติมันแปลกๆ ไม่มีอร่อยเลย แม่ค้าก็ขอโทษเพราะว่าเนื้อมันเก่าไปหน่อย เธอถึงขนาดเอาสมุนไพรทั่วทั้งสวนมาหมักเพื่อกลบกลิ่นเลยนะ แคสก็ถามทำไมต้องทำถึงขนาดนั้นเพื่อให้เนื้อเก่ามันกินได้ด้วยล่ะ แม่ค้าก็บอกว่าการล่าสัตว์ในช่วงนี้แย่มาก เลยหาเนื้อที่สดใหม่ไม่ได้ เธอได้ล่าสัตว์บริเวณนี้มาเป็นปีแล้ว แต่ก็ไม่ได้เนื้อดีๆ แบบนี้มาเลย โอชุตต์ก็เลยคิดว่าน่าจะต้องลองเข้าป่าแถวนี้ดู แม่ค้าก็เลยรู้สึกดีใจและบอกด้วยว่าป่าที่ว่ามันอยู่ถัดจากหมู่บ้านนี้เอง ให้เราออกจากหมู่บ้านทางด้านบนเข้าสู่ Forest Path จากนั้นไปทางขวาข้ามแม่น้ำเล็กๆ ไป จะเป็นแผนที่ Animal Trail เมื่อเดินจนสุดทาง โอชุตต์จะเห็นผลไม้ชิชกาบา แคสตี้ถามว่ามันอร่อยหรอ โอชุตต์ก็เล่าว่านักล่าบนเกาะ Toto’haha ถึงขั้นต่อสู้กับเหล่าสัตว์ป่าเพื่อผลไม้นี้เลยก็ว่าได้ แคสตี้เลยสงสัยทำไมผลไม้อร่อยขนาดนี้ถึงอยู่ในสภาพที่เหมือนไม่มีใครมาแตะต้องมันเลย และแล้วตัวการ ดูออร์ดูออร์ก็โผล่ออกมาด้วยท่าทางที่คลุ้มคลั่งและเข้าจู่โจมทั้ง 2 คน เมื่อหยุดอาการคลุ้มคลั่งของมันได้แล้ว แคสตี้พยายามที่จะเข้าไปรักษาอาการบาดเจ็บให้แต่มันก็วิ่งหนีไป เราก็เลยตัดสินใจที่จะตามมันไปในป่า จนกระทั่งได้พบกับกลุ่มสัตว์ที่มารวมตัวกัน แต่ท่าทางกำลังกลัวอะไรบางอย่างอยู่ เหล่าสัตว์พวกนั้นก็สื่อสารกับโอชุตต์ว่าให้พวกเราออกไป ห้ามทำร้ายดูออร์ดูออร์ แต่ทางเราก็ไม่ฟังเดินหน้าต่อจนกระทั่งได้พบกับดูออร์ดูออร์ที่อยู่ในรัง แคสตี้พยายามทำให้ดูออร์ดูออร์ใจเย็นลงและเข้ารักษาแผลของดูออร์ดูออร์สำเร็จจนได้ […]
บทสรุป Castti – Chapter 2: Sai Route

ตามบันทึกของเธอได้เคยระบุเอาไว้ว่าเธอเคยมาทำการรักษาที่นี่ ซึ่งเธอหวังว่าจะมีอะไรบางอย่างที่ช่วยฟื้นความทรงจำได้ เมื่อมาถึงไม่นานก็มีชาวเมืองตะโกนว่าเพื่อนของเขาได้รับบาดเจ็บต้องการคนช่วย แคสตี้จึงได้ไปถามชาวเมืองแถวนั้นว่ามันเกิดอะไรขึ้นหรอ ชาวเมืองก็เลยเล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้มีการต่อสู้กับพวกทหารในเมืองที่อยู่ไกลออกไป ผู้คนที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพจากต่างถิ่น ทำให้ไม่มีอะไรจะเลี้ยงชีพได้มากนัก ใครที่ต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นมักจะเดินทางไปทำงานในเมืองถัดไป ทุกอย่างเป็นปกติดี จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านที่นั่นจู่ๆ ก็ตัดสินว่าพวกเราเป็นคนไม่ดี แคสตี้ก็เลยสรุปได้ว่านี่คือสาเหตุของการนองเลือดสินะ ชาวเมืองตอบว่าใช่แล้ว ว่าแต่เธอคือใครล่ะ แคสนี้ก็แนะนำตัวเองว่าเป็นนักปรุงยาเดินทาง เธอสามารถช่วยรักษาบาดแผลได้ จากนั้นก็ถามว่าเธอจะไปรักษาคนบาดเจ็บได้ที่ไหนล่ะ ชาวเมืองก็ชี้ทางให้ว่ามีโรงหมอไม่ไกลเดินไปตามทางนี่แหละ แคสตี้กล่าวขอบคุณและเดินทางไปยังโรงหมอ ภายในโรงหมอตอนนี้มีผู้บาดเจ็บเข้ามานอนพักรักษาตัวอยู่เป็นจำนวนมาก เอ็ดมันด์หัวหน้าเหล่าทหารรับจ้างได้บ่นว่า พวกแกจะนอนขี้เกียจไปอีกนานแค่ไหน น่าจะรู้กฏกันดีอยู่แล้วใช่มั้ย ถ้าไม่ทำงานก็ไม่ต้องกิน เหมาพยาบาลสาว ที่ตอนนี้พยายามรักษาเหล่าทหารอยู่ก็ได้ต่อว่า คุณเอ็ดมันส์ฉันพึ่งจะรักษาแผลชายคนนั้นเสร็จไปเองนะ เอ็ดมันส์ตอบกลับ อย่ามาเล่าเรื่องเศร้าให้ฟังเลย คุณหมอกระดูก ผู้ชายต้องเข้มแข็ง ถ้าเขาต้องการมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ ต้องเป็นผู้ให้ เข้าใจมั้ย ถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีอะไรกิน ไม่มีข้อยกเว้น แคสตี้ที่ยืนฟังอยู่เกิดทนไม่ไหวเลยขอขัดจังหวะหน่อย เอ็ดมันส์บอกว่าถ้าไม่พอใจอะไรก็พูดมาเลย แคสตี้จึงได้บอกว่า อาการบาดเจ็บมันต้องใช้เวลาในการรักษา เขาไม่สามารถทำงานในสภาพแบบนี้ได้หรอกนะ เขาต้องพักผ่อนหากฝืนออกไปจะทำให้แผลเปิดได้ นั่นมันคือการเอาชีวิตตัวเองไปทิ้ง ทหารที่บาดเจ็บก็ส่งเสียงออกมา หัวหน้าผมลุกไม่ไหว เอ็ดมันส์ที่ไม่ค่อยพอใจก็ได้ตะโกนบอกว่า อย่ามาทำให้ฉันเสียเวลา ฟังนะทุกคน พวกนายต้องอดทน ลุกขึ้นมากับฉันเดี๋ยวนี้! พอตะโกนเสร็จเขาก็จะเดินออกจากโรงหมอแต่ไปชนเข้ากับแคสตี้ เลยตะคอกใส่ว่าให้หลีกทางไป […]
บทสรุป Agnea – Chapter 4

แอ็กเนียในที่สุดก็เดินทางมาถึง Sai เมืองที่ครั้งหนึ่งแม่ของเธอได้เคยมาแสดงโชว์ จากข่าวที่ได้มาจากจิเซลล์ชาวเมืองที่นี่น่าจะพอรู้เรื่องแม่ของเธออยู่บ้าง ก็เลยลองถามชาวเมืองว่ารู้จักนักเต้นรำเมื่อ 20 ปีก่อนมั้ย ชาวเมืองที่ถูกถามก็บอกว่าที่นี่มันเปลี่ยนไปเยอะมาก น่าจะต้องไปลองถามคนที่อยู่ในส่วนเมืองเก่าจะดีกว่า แอ็กเนียก็เลยไปที่เมืองเก่าแล้วได้พบกับรูปปั้นที่เหมือนกำลังเต้นท่า มูนสเตป หรือมันอาจจะเป็น… ตอนนั้นเองก็มีเด็กหญิงเดินขึ้นมา???: หลีกทางไป ยัยแก่แอ็กเนีย: ก..แก่งั้นหรอ?เด็กสาวเดินเข้าไปที่รูปปั้น???: เอานี่ เอานั้น แล้วก็เอานี่ไปด้วยปรากฏว่าเธอเอาสีขีดเขียนที่รูปปั้น ทำให้แอ็กเนียที่เห็นถึงกับตกใจทำหน้าไม่ถูกแอ็กเนีย: อ๋า???: แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วชาวเมือง: ไลลา นั่นเธอทำอะไร? พวกเราทนกับความซนของเธอมามากเกินพอแล้วนะ และนี่มันยิ่งแย่ลงไปอีก เพราะเธอทำให้รูปปั้นของแม่เสียหายไลลา: ฉันคิดว่าแบบนี้ทำให้ดูดีกว่าเดิมเสียอีกชาวเมือง: รูปปั้นนี้มันคือสัญลักษณ์แห่งความหวังของพวกเรานะไลลา: เหมือนว่ามันจะสำคัญกับเมืองนี้มากเลยสินะ พวกเราไม่มีเงิน ไม่มีอาหารดีๆ ไม่มีอะไรเลย มันไม่มีความหวังสำหรับพวกเราที่นี่หรอกชาวเมือง: ไอเด็กบ้าแอ็กเนีย: (ความเศร้าโศกนี้ไม่เหมาะกับเมืองทะเลทรายเลยแม้แต่น้อย) แต่ฉันรู้วิธีที่จะทำให้สถานที่นี้สดใสขึ้นชาวเมือง: นั่นเธอจะทำอะไรแอ็กเนียเธอกำลังเต้นอยู่นั่นเองไลลา: ….ชาวเมือง: ฉันไม่รู้ว่าเธอทำอะไร แต่คิดว่าเธอน่าจะไปได้แล้ว แล้วก็ทำความสะอาดรูปปั้นด้วยไลลา!แอ็กเนีย: อะไรเนี่ยไลลา: เมื่อกี้เธอทำอะไรหรอ เธอหมุนตัวไปรอบจนฉันเวียนหัวแอ็กเนีย: มันคือการเต้นรำ เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นมันหรอไลลา: เต้นหรอ?จากนั้นก็มีเสียงตะโกนเรียกไลลาดังขึ้นมาไลลา: บ้าเอ้ย! ปู่เจอฉันแล้วไลลาก็รีบวิ่งหนีไป ส่วนแอ็กเนียพอเดินลงจากรูปปั้น ก็ได้เจอกับชายหญิงชราคู่หนึ่งแพลท: ไอเด็กนั่นวิ่งเร็วดีจริงภรรยาแพลท: เดี๋ยวเธอก็กลับบ้านมาเองตอนหิว ที่สำคัญกว่านั้น […]
บทสรุป Partitio – Chapter 3

พาร์เททิโอที่ออกตามหานายทุน ในที่สุดก็มาถึง Wellgrove จนได้ ที่นี่เขาจะต้องตามหาอัลรอนด์ ชายที่ร่ำรวยที่สุดในทวีปตะวันตกให้เจอ ให้เริ่มจากเดินไปด้านบนอีกนิดนึงก็จะเจอเข้ากับพ่อค้าที่กำลังจะขายของให้ลูกค้าที่เดินผ่านมา พ่อค้าคนนี้กำลังเสนอขายรูปปั้นที่ทำมาจากแร่เงินแท้ จากเหมืองในเมือง Oresrush ราคาตอนนี้ต่ำมากอยู่ที่เพียง 500,000 Leaves เท่านั้น พาร์เททิโอที่ได้ยินเข้าพอดีก็เลยขัดจังหวะ ถ้าเป็นเขาจะไม่ซื้อมันแน่นอน ที่บอกว่าแร่เงินแท้ไร้สาระจริงๆ พ่อค้าไม่พอใจก็บอกว่านายกล้ากล่าวหาโดยไม่มีมูลแบบนี้ได้ยังไง พาร์เททิโอก็แสดงความชำนาญบอกว่า แร่เงินแท้มันบอบบาง ถ้าทิ้งไว้กลางแดดมันจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ไอ้รูปปั้นนั่นน่ะ มันไม่มีประกายหรือมืดลงเลย นั่นน่ะมันก็แค่เพียงพวกเศษเหล็กเท่านั้นแหละ พ่อค้าเลยถามว่านายเป็นใครกันแน่ พาร์เททิโอก็แนะนำตัวว่าเขาเป็นพ่อค้านักเดินทางจากเมือง Oresrush แถมบอกว่าถ้าอยากรู้ว่าแร่เงินจาก Oresrush ของจริงเป็นยังไงก็ดูนี่เอาไว้ซะ พาร์เททิโอก็เลยเดินไปยื่นเหรียญเงินให้ลูกค้าคนนั้น พ่อค้าที่เห็นท่าไม่ดีก็รีบวิ่งหนีออกไปถึงกับทิ้งรูปปั้นเอาไว้ที่ร้านด้วยซ้ำ ส่วนชายหนุ่มลูกค้าก็ขอบคุณเราและขอเลี้ยงเครื่องดื่มเลยชวนกันไปต่อที่บาร์ ในระหว่างที่พูดคุยกันที่บาร์พาร์เททิโอบอกว่าเขามาที่นี่เพื่อตามหาคนที่ชื่ออัลรอนด์ ชายคนนั้นก็ได้เล่าเกี่ยวกับอัลรอนด์ให้ฟัง อัลรอนด์เป็นชายที่รวยที่สุดในทวีปตะวันตก ได้ยินมาว่าเขาใช้ผ้าไหมเช็ดก้นของเขา พาร์เททิโอก็ตกใจ เขาทำแบบนั้นไม่ได้แน่ต่อให้ขุดเหมืองแร่เงินอยู่ตลอดทั้งวันก็ตาม ถ้าเขาคิดจะขายผ้าเช็ดก้นนั่น พาร์เททิโอก็อยากจะซื้อมันถึงแม้จะถูกใช้งานไปแล้วก็ตาม ชายคนนั้นก็ทำหน้าแหยงร้องเสียงอี๋ขึ้นมา ทั้ง 2 ก็เลยหัวเราะกัน แล้วเขาก็เล่าต่อว่าอันที่จริงที่เขาต้องการจะสื่อก็คืออัลรอนด์นั้นเหมือนใช้ชีวิตอยู่ต่างโลกกับพวกเรา เวลาของเขามีค่ามากเกินกว่าจะพบปะกับใครก็ได้ จนกว่าจะพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง ไม่อย่างงั้นก็อย่าหวังว่าจะได้เจอกับเขาเลย เขาอาจตกลงพบกับคุณได้ หากคุณมีผลงานโดดเด่นบางอย่างที่เป็นชิ้นเป็นอัน มาถึงตรงนี้จะมีตัวเลือกขึ้นมาตาม Scent of Commerce […]
บทสรุป Hikari – Chapter 3

ฮิคาริได้มาที่เมือง Wellgrove ตามคำขอของคาซาน เพื่อขัดขวางการขนส่งอาวุธของทัพศัตรู แต่ตอนนั้นก็เกิดลมพัดเมฆเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ทำให้ฮิคารินึกถึงอดีต วันนั้นลมและเมฆก็เป็นเช่นนี้ เมื่อ 8 ปีก่อน ประเทศคูทหารยามพูดคุยกัน “ในอนาคตจะต้องมีสงครามเกิดขึ้นอีกมากมาย” “ชีวิตของทหารถึงแม้จะได้เงินดี แต่จะมีชีวิตอยู่จนได้ใช้เงินก่อนที่ตายมั้ยล่ะ” “เราแค่ต้องอดทน จะมีโลกให้พิชิตมากแค่ไหน?” ในตอนนั้นก็มีพ่อค้าน้ำมันเข้ามาขัดจังหวะ “โอ้ ผู้พิทักษ์ปราสาทผู้สูงศักดิ์ พวกคุณสนใจจะซื้อน้ำมันมั้ย? ลูกชายของฉันจะเข้ารับราชการในเร็วๆ นี้ ฉันตั้งใจจะมอบของขวัญให้เขาเพื่อฉลองน่ะ” แต่ทหารกลับรังเกียจ “ออกไปไกลๆ นะ พวกชั้นต่ำ ฉันเหม็นกลิ่นของแก” พ่อค้าน้ำมันตกใจ “โอ้..ข้า ข้าขอโทษ โปรดยกโทษให้ข้าด้วย” แต่ทหารกลับไม่สนใจชักดาบแล้วฟันไปที่พ่อค้าทำให้ตายในทันที ทหารอีกคนเลยบอกว่า “มันจำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรอ” คนที่ลงมือเลยพูดว่า “แล้วยังไงล่ะ เขาควรจะขอบคุณข้าด้วยซ้ำที่จบชีวิตที่น่าสมเพชให้ ถ้าเขาทำได้น่ะนะ ฮี่ฮี่” “นายเคยร้องไห้เวลาบดขยี้แมลงงั้นหรอ? คูจะเติบโตยิ่งกว่านี้จนไม่ต้องสนใจพวกฝูงชนที่ไร้ค่าเลย” ต่อมาลูกของพ่อค้าขายน้ำมัน ก็มาวางดอกไม้ไว้บริเวณที่พ่อของเขาได้เสียชีวิตลงลูกสาวมิกกะ: ทำไม ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ทำไมพ่อของเราต้องตายลูกชายริตสึ: … นี่แหละชีวิตในคู ราชาสนใจแต่เรื่องขยายอาณาเขต ไม่สนใจว่าจะมีกี่ชีวิตของพวกต่ำต้อยที่ต้องจมลงอยู่ใต้เท้า พวกมันฆ่าพ่อของเราโดยไม่มีเหตุผล ทำเหมือนว่าเขาเป็นแค่แมลงที่คอยบินกวนอยู่ตรงหน้าตอนนั้นเองฮิคาริและเบงเคย์ก็ได้เดินมาเยี่ยมศพด้วยเช่นกันริตสึ: ห๊ะ? คุณคือ…คุณคือองค์ชายฮิคาริฮิคาริ: […]
บทสรุป Throne – Chapter 3: Mother’s Route

โทรเน่ที่ได้ตามรอยแม่แห่งอสรพิษทมิฬจนกระทั่งมาถึงเมือง Wellgrove ซึ่งคิดว่าสวนของแม่น่าจะอยู่แถวนี้ อสรพิษหลายตัวได้ถูกเลี้ยงเติบโตมาที่นั่น แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าจริงๆ แล้วมันอยู่ที่ไหนกันแน่ โทรเน่เองก็ไม่เคยไปที่นั่นเช่นกัน เพราะเธอได้ถูกเลี้ยงโดยพ่อ จากคำบอกเล่าของพ่อค้าทาสเกี่ยวกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ทำให้ก่อนอื่นเลยโทรเน่จะต้องเปลี่ยนชุดปลอมแปลงตัวตน ในบริเวณนั้นจะมีนักบวชหญิงอยู่คนหนึ่งที่มีสัญลักษณ์สีเขียวก็ให้กด Steal เพื่อขโมยตัวตนของเธอมา ในระหว่างที่โทรเน่กำลังจะไปเปลี่ยนชุด เธอพบเห็นเด็กสาวที่มีการเดินไม่ปกติ ปกปิดร่องรอย และขโมยของจากชาวเมือง เมื่อโทรเน่ได้เห็นก็รู้ว่าเธอยังเป็นหัวขโมยมือสมัครเล่น น่าจะถูกเลี้ยงดูมาโดยแม่ ดูเหมือนว่าพ่อค้าทาสนั่นน่าจะไม่ได้พูดโกหกเรื่องสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ทีนี้ให้เราเดินทางไปที่ สวนของแม่ เพียงแต่ก่อนออกจากเมืองให้เดินไปบริเวณด้านบนสังเกตุสัญลักษณ์ในแผนที่เล็ก จะมีสัญลักษณ์โล่อยู่ มันคือบ้านที่มีดอกไม้ประดับอยู่ที่ประตู ให้เข้าไปที่บ้านหลังนี้จะพบว่ามันคือ Dancer Guild พูดคุยกับหัวหน้ากิลด์เพื่อปลดล็อคอาชีพรอง Dancer จากนั้นก็ให้เราออกจากเมืองไปทางด้านล่างจะเข้าสู่แผนที่ Road to Mother’s Garden ในแผนที่นี้ให้เดินจนกระทั่งเจอกับบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า มีชายชราคนหนึ่งเป็นผู้คุ้มกันบ้านหลังนี้ เข้ามาถามว่า เป็นแม่ชีคนใหม่หรอ โทรเน่ก็ตอบว่าใช่แล้ว ผู้คุ้มกันก็เลยบอกให้เข้ามาสิ ระหว่างนั้นก็มีเสียงระฆังดังขึ้นมา เมื่อเข้าไปข้างในก็เห็นว่ามีแม่ชีและเด็กอีกมากมาย แต่ภายในนี้กลับเงียบเชียบแสดงให้เห็นว่าถูกแม่ฝึกมาเป็นอย่างดี ตอนนั้นเองแม่ก็ปรากฏตัวออกมา ทำให้เหล่าลูกต่างเข้ามารวมกลุ่มกัน แม่ก็บอกว่า “แม่ได้ของบางสิ่งอันล้ำค่ามา ตอนนี้บอกมาได้แล้วว่า ใครเป็นคนนำสิ่งนี้มาที่บ้านของเรา” ในกลุ่มก็มีเด็กผู้หญิงที่ชื่อว่า มิร่า เดินออกมาพร้อมบอกว่าเป็นเธอเอง “เข้ามานี่สิ […]
บทสรุป Osvald – Chapter 5

ในอดีต ณ ห้องวิจัยของออสวอลด์เด็กน้อยเอเลน่ากำลังนั่งเขียนหนังสือ ส่วนพ่อของเธอออสวอลด์ก็กำลังทำการวิจัยอยู่ออสวอลด์: พวกเรามาพักกันเร็วขึ้นสักหน่อยมั้ย เอเลน่าทางด้านเอเลน่าที่กำลังสนใจในสิ่งที่เธอทำอยู่ กลับเหมือนไม่ได้ยินคำถามพ่อของเธอ จากนั้นสักพักเอเลน่า: มีอะไรหรอคุณพ่อออสวอลด์: ไม่มีอะไรหรอก ทำต่อไปเถอะเอเลน่าก็ได้ก้มหน้าทำงานของเธอต่อไปสักพักริต้าก็ได้เดินเข้ามาริต้า: ฉันชงชาเตรียมเอาไว้แล้วนะ ที่รักคะ?ออสวอลด์: รอแปปนะ ฉันกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ริต้า: อ่า นั่นมันปากกาที่พ่อให้เธอมานิใช่มั้ย ลูกกำลังเขียนอะไรอยู่ล่ะเอเลน่า: ขอโทษค่ะคุณแม่ หนูกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ริต้า: ให้ตายเถอะ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นเลยสินะ ตัดมาที่โบราณสถานแห่งหนึ่งฮาร์วีย์: เวลาใกล้จะมาถึงแล้ว ฮิฮิ ใครจะคิดว่าฉันจะทำสิ่งที่เปรียบเหมือนกับการปล้นสุสาน เอเลน่ากำลังเดินเข้าไปใกล้และทำอะไรสักอย่างตกออกมาฮาร์วีย์: ช่วยเงียบหน่อยได้มั้ย!!! นี่มันสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และฉันจะไม่ยอมให้เธอมารบกวนด้วยเสียงที่น่ารำคาญ นี่มันคือสิ่งสำคัญสำหรับเธอด้วยเช่นกัน ฉันพูดชัดเจนพอมั้ย?เอเลน่า: ค่ะ ยกโทษให้ด้วยนะคะฮาร์วีย์: เด็กดีจากนั้นฮาร์วีย์ก็ได้เดินเข้าไปเปิดฝาโลงขึ้นมาฮาร์วีย์: นี่แหละ บรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ในที่สุดเราก็ได้พบกัน ฮี่ฮี่ฮี่ ในที่สุดมันก็สมบูรณ์แล้ว และพันธสัญญาของฉันกับเขาก็จะครบถ้วนเอเลน่า: พ่อคะ?ฮาร์วีย์: เข้ามาสิ ถึงเวลาของการทดลองแล้วเอเลน่า เธอจะกลายเป็นส่วนสำคัญในกายฉัน ทางด้านออสวอลด์ที่พึ่งเดินทางมาถึงเมือง Gravell ก็ได้ยืนคิดออสวอลด์: เอเลน่ารอพ่อก่อนนะ ฮาร์วีย์กำลังตามหาแหล่งพลังงานที่ 7 พลังแห่งเงา นั่นคือที่สิ่งเขาเรียก แต่มันคืออะไรกันแน่นะ เขาเกือบที่จะเรียกใช้เวทมนตร์ที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวได้จริงหรอ? หากทำได้ฉันจะหยุดเขาได้หรือเปล่า? […]
บทสรุป Osvald – Chapter 4

ณ ห้องเรียนแห่งหนึ่งฮาร์วีย์: ในโลกนี้เวทมนตร์เกิดจากธาตุทั้งหมด 6 ธาตุ ไฟ, น้ำแข็ง, สายฟ้า, ลม, แสง และความมืด แต่อย่างไรก็ตาม มีปรากฏการณ์หนึ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยพลังเวทมนตร์ของธาตุเหล่านี้ “หลุมของดาร์เคสต์” เมื่อ 400 ปีก่อน นักปราชญ์ แกรตตัน ได้สำรวจหลุมและมีข้อสรุปที่ชัดเจนว่า มีเพียงพลังที่อยู่นอกเหนือจาก 6 ธาตุเท่านั้นที่สามารถสร้างหลุมขนาดนี้ได้ ทำให้พบว่ามีธาตุที่ 7 อยู่แน่นอน ดังนั้นจึงเกิดสมมติฐานของแกรตตันขึ้นมา มันเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาเรื่องเวทมนตร์ของเรา เขาคือผู้แนะนำการมีอยู่ของเวทมนตร์ที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวนักเรียน: หยุดไว้แค่นี้ก่อน เพราะผมได้สร้างมันจนสมบูรณ์แล้วนักเรียนคนนี้ก็ได้แสดงพลังเวทมนตร์ขึ้นมา ระหว่างนั้นออสวอลด์ก็เดินมาที่ห้องเรียนออสวอลด์: มันแค่โชว์ตลกงั้นหรอ? คุณเรียกมันว่า เวทมนตร์ที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียว? จากนั้นออสวอลด์ก็เดินไปหานักเรียนพร้อมแสดงพลังเวทมนตร์อีกชนิดเข้าไปลบล้างมันนักเรียน: เป็นไปไม่ได้ คุณทำมันได้ยังไงออสวอลด์: มันเป็นแค่เพียงเวทย์สายฟ้า มันยังคงมีพลังที่จำกัด ไม่ว่าคุณจะใส่พลังลงไปมากเพียงใด คุณกำลังเข้าใจมันผิดทั้งหมด ไม่มีประโยชน์เลยที่คุณจะทำการวิจัยต่อไปแบบนี้จากนั้นออสวอลด์ก็โชว์แผ่นสูตรคำนวณขึ้นมา นักเรียนทั้งหมดต่างก็ล้อมเข้ามามุงดูมันฮาร์วีย์: น่าสนใจมาก สูตรคำนวณนี้มันอาจเป็นไปได้นักเรียนที่ถูกหักหน้าก็แสดงความไม่พอใจ บอกว่าออสวอลด์เป็นโจรที่ขโมยความเด่นไป แล้วเขาก็วิ่งหนีออกจากห้องเรียนเมื่อชั้นเรียนสิ้นสุด ตอนนี้เหลือแค่เพียง 2 คนฮาร์วีย์: ผมคิดว่าการกระทำของคุณเมื่อกี้ เป็นการเมตตาต่อเด็กนักเรียนที่น่าสงสารคนนั้น ว่าแต่คุณช่วยอธิบายเพิ่มเติมได้ไหมออสวอลด์: สายฟ้า ไฟ… […]
บทสรุป Agnea – Chapter 3

แอ็กเนียที่เดินทางมาถึงเมือง Tropu’hopu เธอกางแผ่นเพลงแห่งความหวังขึ้นมา เธอต้องการแต่งเนื้อเพลงแต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่มีแรงบันดาลใจเลย แต่ก็เชื่อว่าจะทำได้ ตอนนั้นเองเธอก็ได้เห็นคณะเดินทางที่เกวียนของพวกเขาติดหล่มทราย ตอนนี้พวกเขาต่างก็โทษกันไปมา แอ็กเนียที่เห็นก็วิ่งเข้าไปช่วย เธอถามว่าพอจะมีไม้แข็งๆ กันบ้างหรือเปล่า พวกเขาก็ได้ค้นกระเป๋าดูปรากฏว่ามีเพียงแค่ขลุ่ยซึ่งแน่นอนว่ามันใช้ไม่ได้หรอก แอ็กเนียเลยจะไปตามหาไม้อันนี้มาช่วยเอง ให้ปรับเป็นเวลากลางคืนแล้วเดินไปด้านบนเล็กน้อยก็จะเจอกับชาวเมืองคนหนึ่งที่มีสัญลักษณ์สีเขียวให้กด Entreat แล้วเอา Wooden Sword มา แล้วกลับไปคุยกับ จิเซลล์ ทีนี้แอ็กเนียจะใช้ดาบไม้ที่ได้มา พร้อมด้วยการช่วยเหลือของชาวคณะ งัดรถเข็นขึ้นออกมาจากทรายจนได้ จากนั้นก็มาแนะนำตัวกัน โดยแอ็กเนียได้บอกว่าเธอชื่อ แอ็กเนีย บริสตานี่ ทางด้านจิเซลล์รู้สึกเหมือนเคยได้ยินนามสกุลนี้มาก่อน แล้วก็แนะนำว่าพวกเธอคือวงดนตรีที่เดินทางไปแสดงตามสถานที่ต่างๆ เรียกตัวเองว่าคณะละครเร่ของจิเซลล์ มีสมาชิก 4 คน จิเซลล์ แทนซี่ ริโคและโคด้า “นำรอยยิ้มมาสู่ทุกมุมของอาณาจักร” นั่นคือคติประจำใจของเรา คราวนี้แอ็กเนียก็แนะนำเพิ่มว่าเธอคือนักเต้นรำ เดินทางเพื่อที่จะเป็นดารา จิเซลล์บอกว่าเธอคือผู้หญิงที่มีความฝัน ดาราคือผู้ที่ส่องสว่างให้กับชีวิตของผู้คน เธอทำให้พวกเขายิ้มได้ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดและแย่ที่สุด ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดออก เธอก็จะอยู่ที่นั่น มันเป็นความสำเร็จที่มีเพียงผู้ที่ลุกขึ้นยืนบนเวทีเท่านั้นที่จะบรรลุเป้าหมาย แทนซี่ก็บอกว่าตอนนี้ได้เวลาเตรียมตัวซ้อมกันแล้ว พวกเธอจะมีการแสดงที่นี่ หวังว่าจะได้พบกันใหม่ แอ็กเนียที่ได้ยินแบบนั้นก็อยากจะร่วมชมการแสดงด้วยเช่นกัน ทีนี้ให้เราเดินไปที่ส่วนหลังของหมู่บ้านก็จะพบกับ แทนซี่ ริโคและโคด้า ดูเหมือนว่าพวกเธอจะมีปัญหาบางอย่าง นั่นก็คือบอสจิเซลล์ของพวกเธอหนีไป […]
บทสรุป Ochette – Chapter 3

โอชุตต์ที่ได้เดินทางรวบรวมเหล่าสัตว์ในตำนานทั้ง 3 จนครบและได้กลับมาที่หมู่บ้าน ชาวเมืองก็เข้ามาต้อนรับการกลับมาของเธอ เธอก็ได้นำเนื้อมามอบให้กับคนในหมู่บ้าน จากนั้นจะขอตัวไปหาจูวาห์ เมื่อได้มาพบจูวาห์ที่นอนรออยู่ที่เชิงเขา หลังจากทักทายกันแล้วโอชุตต์ก็ได้พาเหล่าสัตว์ในตำนานทั้ง 2 มาพบกับจูวาห์ จูวาห์ก็เลยสงสัยว่าทำไมถึงมีแค่ 2 แล้วคาเทแลคต้าล่ะอยู่ไหน พอถูกพูดถึงแบบนั้นโอชุตต์ก็เลยได้นำแอคต้าออกมาจากกระเป๋าโชว์ให้จูวาห์ดู จูวาห์ก็บอกว่าเท่าที่เขาจำได้คาเทแลคต้าต้องตัวใหญ่กว่านี้มากสิ โอชุตต์เลยบอกว่าคาเทแลคต้าตายไปแล้ว ส่วนนี่คือลูกของเธอ เมื่อรู้แบบนี้จูวาห์ก็กล่าวชมเธอว่าทำได้ดีมาก ตอนนี้ก็ถึงเวลาเตรียมตัวสำหรับรับมือภัยพิบัติกันแล้ว ให้เดินตามจูวาห์ไปยังส่วนพื้นที่เตรียมรับมือภัยพิบัติ โดยเดินออกจากหมู่บ้านทางด้านล่างเข้าสู่ Path to the Tombs of the Wardenbeasts เดินลงมานิดหน่อยถึงทางแยกแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ Summit of Strife จูวาห์บอกว่าเท่าที่เห็นนี่แหละคือการเตรียมตัวรับมือที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว โอชุตต์มีคำถามว่าอะไรคือ คืนแห่งพระจันทร์สีเลือด จูวาห์ก็ได้เล่าให้ฟังว่า คืนแห่งพระจันทร์สีเลือดจะเกิดขึ้นทุก 400 ปี พระจันทร์และพระอาทิตย์ตัดผ่านกันบนท้องฟ้า โลกตัดผ่านกับโลก และภัยพิบัติจะลงมายังเกาะแห่งนี้ โอชุตต์บอกว่าแล้วทั้งหมดนี่มันแปลว่าอะไร จูวาห์ตอบว่าไม่มีใครรู้ คืนแห่งพระจันทร์สีเลือดครั้งสุดท้ายได้เกิดขึ้นเมื่อหลายศตวรรษที่ผ่านมา แต่บรรพบุรุษของพวกเรารู้และคอยเตือนอยู่เสมอ ผู้ดูแลเกาะยังคงรักษาศรัทธาจากรุ่นสู่รุ่น พวกเรามีหน้าที่ปกป้องเกาะจากภัยพิบัติ โอชุตต์ถามกลับว่ามันเป็นภัยพิบัติแบบไหนกัน จูวาห์บอกว่ามันคือเงา ความจริงแล้วเขาได้เก็บความลับบางอย่างเอาไว้ไม่ยอมบอกกับโอชุตต์ก็คือ โลกของเราไม่ได้เป็นเพียงโลกเดียวเท่านั้น ยังคงมีโลกใบอื่นที่พวกเราไม่รู้อยู่ พวกเงากำลังกลืนกินทุกสิ่ง มันกลืนกินแสงสว่างที่ทักทอขึ้นในโลกของเรา […]