ทีนี้ให้เราเดินทางออกจากปราสาทอัลโมริกาไปทางด้านซ้ายจุดหมายปลายทางของเราก็คือบาลมามูซา ในจังหวะที่เรากำลังจะออกจากปราสาท ฉากจะตัดไปที่ตัวเดนิมกำลังตามหาแลนเซอล็อตแล้วก็ได้พูดคุยกัน แลนเซอล็อตก็ได้ถามเดนิมว่า สีหน้าของนายมันดูกำลังกังวลอยู่นะ เป็นเพราะว่าภารกิจที่บาลมามูซาอย่างงั้นหรอ? เดนิมก็บอกว่า เซอร์ลีโอนาร์บอกว่ามาภารกิจนี้มันค่อนข้างอันตรายน่ะ แลนเซอล็อตก็บอกว่า นายกำลังกลัวอย่างงั้นหรอ ดูไม่ใช่ตัวนายเลยนะ เดนิมรีบตอบกลับว่าผมไม่ได้กลัว แต่แลนเซอล็อตบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องน่าอายหรอกนะที่ยอมรับว่าตัวเองกำลังกลัวน่ะ พวกเราทุกคนต่างก็มีช่วงเวลาแบบนี้อยู่เช่นกัน เดนิมก็ถามว่าย้ำแม้กระทั่งคุณก็เป็นแบบนี้อย่างนั้นหรอ?

แลนเซอล็อตก็ย้ำว่า มีหลายครั้งเลยล่ะจนนับไม่ได้ ยังจำได้อยู่เลยว่าในศึกครั้งแรกมือของฉันมันสั่นขนาดไหน แต่ความกลัวมันฆ่านายไม่ได้หรอก มันไม่มีฟัน เดนิมก็บอกว่าแต่ตอนที่เราเผชิญหน้ากับความตาย ความกลัวทำให้ทุกอย่างมันดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นมาจริงๆ แลนเซอล็อตเลยกล่าวว่า เสี่ยงชีวิตน่ะมันเรื่องหนึ่ง แต่เสียชีวิตก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทางที่ดีที่สุดในการรักษาชีวิตของผู้คน ก็ตือเราต้องมีชีวิตรอด เฝ้าดูการต่อสู้ไปจนถึงจุดจบของสงคราม และนั่นแหละคือสิ่งที่พี่สาวของนายคิดเอาไว้ เดนิมเลยสงสัยว่า แล้วคุณล่ะ คุณยอมตายเพื่อช่วยชีวิตของคนที่คุณรัก?

ทางแลนเซอล็อตก็เลยหยิบอะไรบางอย่างขึ้นมา เดนิมก็ถามว่านั่นคืออะไรน่ะ แลนเซอล็อตก็บอกว่ามันคือกล่องดนตรีของภรรยาฉันน่ะ เมื่อประมาณ 4 อ่า ตอนนี้ก็ 5 ปีแล้วสินะ ก่อนที่สงครามในจักรวรรดิจะเกิดขึ้น พวกเขาได้บุกรุกเข้ามา ทำให้พวกเราต้องหลบหนีเร่ร่อนไปเรื่อยในดินแดนของพวกเราเอง ภรรยาของฉันก็ล้มป่วยและเธอก็ได้จากไปก่อนที่ฉันจะรู้ตัวเสียอีก ฉันมักคิดจะตายตามเธอไป ความคิดแบบนี้มักจะเกิดขึ้นมาก่อนที่ฉันจะออกไปสู้รบ แต่กล่องดนตรีของเธอมันยังคงส่งเสียงแห่งชีวิตออกมาอยู่เสมอ ทำให้ฉันรู้ตัวว่า มันยังไม่ถึงเวลาของฉัน ฉันยังมีภาระที่ต้องแบกรับเอาไว้อยู่ เอาที่จริงเด็กหนุ่มแบบนายไม่สมควรที่จะถูกบังคับให้เข้าต่อสู้ แต่โลกของเราในตอนนี้มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ทีนี้ก็ให้เราเดินทางไปสู่ Lake Bordu ศึกนี้จะไม่มีอะไรมากเช่นกัน แค่เพียงกำจัด Grion ให้ได้ก็พอ ก็ไม่มีอะไรมาก จะเลือกบุกจัดการศัตรู หรือจะยืนรอให้ฝั่งโน้นบุกมาก็ได้ ด่านง่ายๆ ไม่มีอะไรมากนัก

แล้วก็ต่อด้วยแผนที่ Xeod Moors ที่ด่านนี้เราจะได้เจอกับ บีสต์มาสเตอร์ แกนพ์ มาพร้อมกับสัตว์อสูร กริฟฟอน คู่หูของเขาอีก 2 ตัว ด่านนี้ค่อนข้างตึงมืออยู่บ้างเนื่องด้วย กริฟฟอนทั้ง 2 ตัวนั้นค่อนข้างอึด โจมตีแรงแถมยังทะลวงเข้ามาแนวหลังของเราได้เลย และยังมีศัตรูตัวอื่นๆ ที่น่ารำคาญอยู่ด้วย สำหรับศึกนี้แนะนำว่าให้พยายามรวมกำลังกันเอาไว้ ปล่อยให้กริฟฟอนมันบุกเข้ามาแล้วรีบรุมจัดการกริฟฟอนแค่ตัวใดตัวหนึ่งก็ได้ หลังจากที่กริฟฟอนมันใกล้ตายแล้ว ทางด้านแกนพ์และกริฟฟอนก็จะถอนตัวออกจากสนามรบออกไปเอง เป็นอันจบศึกนี้

มาถึงศึกต่อไปที่บาลมามูซา ศึกนี้ก่อนเข้าสู้แนะนำให้เซฟเอาไว้ให้ดีก่อน เพราะตัวเลือกในฉากจะมีผลกับเนื้อเรื่องถัดไปด้วย สำหรับศึกนี้จริงๆ ไม่มีอะไรมากเพียงแค่เรากำจัดศัตรูทั้งหมดให้ได้ก็เป็นอันจบ ซึ่งมาถึงขนาดนี้แล้วก็ไม่ได้ยากอะไรเลย

พอจบศึกเราจะอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งมีประชาชนนั่งกันอยู่ด้านใน แต่ดูเหมือนว่าการพูดคุยเป็นไปไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไวซ์ก็ได้ด่ากราดใส่ประชาชนเหล่านั้น ว่าพวกนายมันโง่หรอ พวกเราไม่ได้มาไกลขนาดนี้เพื่อฟังพวกนายพูดเรื่องไร้สาระแบบนี้หรอกนะ แต่คัตชัวก็บอกว่าให้ไวซ์ใจเย็น พวกเราควรรับฟังที่พวกเขาพูดให้จบเสียก่อน จากนั้นก็มีชาวบ้านคนหนึ่งพูดออกมาว่า สมมุติว่าพวกเราต่อสู้แล้ว จากนั้นล่ะเป็นยังไง? ความขัดแย้งมันเพียงนำพาพวกเราไปสู่ความวุ่นวายที่มากยิ่งขึ้นไปอีกเท่านั้น อย่างน้อยหากเราอยู่ที่นี่สายลมแห่งสงครามก็ไม่ได้พัดใส่หูพวกเรา เรื่องปากท้องก็ไม่ต้องกังวล ไวซ์พอได้ยินแบบนี้ก็ยิ่งไม่พอใจ พวกนายจะมัวใช้ชีวิตหรูหราเหมือนวัวควายอยู่ที่นี่อย่างงั้นหรอ แบบพวกนายน่ะทั้งชีวิตก็เป็นอยู่แบบนี้เท่านั้นแหละ แล้วพวกนายไม่ต้องการเป็นอิสระ ได้ใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเลยหรือยังไง พวกนายเป็นชาววาลิสเตอร์นะ ความภาคภูมิใจมันไปอยู่ที่ไหนกันหมดแล้ว

คราวนี้เป็นหญิงแก่เขาได้บอกว่า ให้พวกเรากลับไปซะ พวกเขาอยากจะอยู่อย่างสงบกันที่นี่ วันนี้เป็นกลุ่มต่อต้าน แล้วพรุ่งนี้ล่ะ ใครจะรู้ อาจจะเป็นกลุ่มไหนก็ได้ แต่กลุ่มแบบนี้น่ะ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน เหมือนๆ กันไปหมด ลูกชายของฉันน่ะเสียงก็เหมือนกับนายนี่แหละ สงครามได้เอาตัวเขาไปเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว แล้วความรุนแรงของพวกนายน่ะ พาเขากลับมาได้หรือเปล่าล่ะ ชายอีกคนก็บอกว่าพวกเขาไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในสงครามของพวกเรา พวกเราน่ะยังไงก็ล้มเหลวเพราะว่ากัสกัลตานน่ะมีพลังมากเกินไป พวกเราอาจจะเป็นวีรบุรุษ แต่ความภาคภูมิใจแบบนี้มักจะมาก่อนความล้มเหลวเสมอน่ะแหละ

จากนั้นลีโอนาร์ก็ได้เดินเข้ามาเพื่อเรียกตัวเดนิมออกไปพูดคุยส่วนตัวกันข้างนอก ลีโอนาร์ก็บอกว่าเขารู้เรื่องแล้วว่าชาวบ้านพวกนี้ปลุกระดมค่อนข้างยากเลย แต่ยังไงก็ตามเขาก็กลัวว่ามันจะมาถึงจุดนี้จนได้ จงตั้งใจฟังให้ดี มันมีบางอย่างที่นายต้องทำ นายจะต้องฆ่าพวกเขาทั้งหมด ห้ามเหลือใครไว้แม้แต่คนเดียว เดนิมก็ตกใจ อะไรนะ!? ลีโอนาร์ก็รีบบอกว่า ท่านดยุกน่ะคาดการณ์เอาไว้แล้วว่ามันอาจเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้ และนี่ก็คือคำสั่งของเขา เดนิมก็เลยถามว่า ทำไมต้องทำแบบนี้ ถ้าหากรู้เหตุผลก็บอกมาให้ฉันฟังสักข้อหนึ่งก็ได้ แต่ลีโอนาร์ก็บอกว่า ก็เพราะว่าท่านดยุกต้องการน่ะสิ

ฉากก็จะย้อนไปตอนที่ท่านดยุกได้พูดคุยกับลีโอนาร์ โดยท่านดยุกได้บอกว่า ถ้าหากผู้คนในบาลมามูซาลุกขึ้นมาต่อต้านเหมือนที่เราต้องการนั่นก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าถ้าคำพูดของพวกกลุ่มเด็กพวกนั้น ไม่มีพลังเพียงพอในการปลุกระดมพวกเขาได้ล่ะก็ เมื่อพวกเขาปฏิเสธให้จัดการฆ่าพวกเขาทั้งหมดแล้วป้ายความผิดให้เป็นฝีมือของพวกกัลกัสตาน ที่สำคัญคือห้ามเหลือผู้รอดชีวิตเด็ดขาด ลีโอนาร์ก็ตกใจแล้วบอกว่านี่ท่านสั่งให้พวกเราฆ่าผู้คนของพวกเราเองอย่างงั้นหรอ ดยุกเลยบอกให้ลีโอนาร์ใจเย็นลงก่อน แล้วลองคิดถึงสถานการณ์ในตอนนี้ ถ้าพวกเราต้องการกำจัดพวกกัลกัสตานให้ได้ล่ะก็ ชาววาลิสเตอร์จะต้องสามัคคีกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถ้าหากปรากฏว่าพวกกัลกัสตานได้ฆ่าชาวบ้านที่เมืองบาลมามูซาไปล่ะก็ มันจะทำให้ประชาชนที่อยู่ในสถานที่ต่างๆ จะออกมารวมตัวภายใต้ธงของเรามากยิ่งขึ้นไปอีก ลีโอนาร์ที่ได้ยินแบบนั้นก็ยังรู้สึกไม่โอเคอยู่ดี ดยุกก็เล่าไปอีกว่า ทางฝ่ายค้านในกองทัพกัลกัสตาลจะไม่อยู่นิ่งเฉยต่อความโกรธแค้นนี้แน่นอน ทีนี้ไอเจ้าบัลบาโทสก็ต้องรับศึกทั้งจากภายในและภายนอก ทางพวกเราก็จะมีทั้งโอกาสและความชอบทางศีลธรรมที่จะกำจัดพวกมันให้หายออกไปจากโลก ลีโอนาร์ก็บอกว่า พวกเดนิมจะไม่ยอมนิ่งเฉยต่อเรื่องนี้แน่ ดยุกก็บอกว่า เดี๋ยวนายก็จะได้เห็นเองเมื่อเวลานั้นมาถึง

กลับมาที่ปัจจุบัน ลีโอนาร์ก็ถามเดนิมว่า นายจะอยู่ข้างเดียวกันใช่มั้ย นี่มันคือหนทางเดียวที่จะมอบอนาคตให้กับผู้คนของพวกเรานะ ตรงนี้ก็จะมีคำถามขึ้นมา 2 อัน การเลือกตอบคำถามนี้ส่งผลต่อเนื้อเรื่องไปยาวๆ เลยล่ะ เพราะฉะนั้นเลือกตอบให้ดี
1. ฉันเข้าใจ (เข้าสู่เส้นเรื่อง Law Path)
2. หยุดยั้งความบ้าคลั่งนี้ (เข้าสู่เส้นเรื่อง Chaos Path)
ตั้งแต่ตรงนี้ไป เนื้อเรื่องจะถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 เส้นทางแล้ว

กรณีเลือกข้อ 1 (เข้าสู่เส้นเรื่อง Law Path)
โดยหากเลือกตอบข้อ 1 ว่าฉันเข้าใจ (หากใครเลือกข้อ 2 ข้ามส่วนนี้แล้วเลื่อนลงไปดูด้านล่างได้เลย) เดนิมก็จะยอมรับคำสั่งของท่านดยุก เดนิมจะยอมให้มือของเขาเปื้อนเลือดเอง ลีโอนาร์ก็บอกว่าไม่ต้องห่วงพวกเราจะไม่ได้ทำให้การเสียสละนี้มันสูญเปล่าแน่ จากนั้นทางเรเวนเนส ไวซ์ และคัตชัว ได้ออกมาข้างนอก โดยไวซ์ก็บอกว่าเดนิมนายมันบ้าไปแล้วอย่างงั้นหรอ ทำไมถึงตกลงที่จะทำเรื่องแบบนี้ได้กัน ส่วนเรเวนเนสก็บอกว่า ดยุกสั่งให้ทำเรื่องแบบนี้แล้วนายลีโอนาร์ก็จะทำตามงั้นหรอ ส่วนเดนิมก็บอกว่า พวกนายต้องเปิดตามองให้ดี พวกเราไม่สามารถเอาชนะในสงครามนี้ได้โดยที่มือไม่เปื้อนหรอกนะ ลีโอนาร์ก็เสริมว่า พวกเราต้องทำตามคำสั่งของท่านดยุก เพราะได้สาบานตนต่อดยุคต่ออาณาจักร

ไวซ์ก็บอกว่าถ้าฉันปิดตาตัวเองตอนนี้ ฉันคิดว่ากำลังคุยอยู่กับพวกกัลกัสตานแน่นอน เรเวนเนสเลยเสริมว่าท่านดยุกคิดจะเสียสละชีวิตของคนพวกนี้เหมือนเป็นแค่เพียงชิ้นส่วนหนึ่งของเกมสินะ ดูเหมือนท่านดยุกได้ทรยศต่อความไว้วางใจของพวกเราแล้วล่ะ ที่ผ่านมาคิดว่ายอมสละชีวิตเพื่อเขาได้ มันช่างเป็นเรื่องที่โง่เง่าสิ้นดี ลีโอนาร์เลยถามไวซ์ว่าถ้าแบบนั้นนายก็จะยืนอยู่คนละข้างกับพวกเราใช่มั้ย ไวซ์ก็บอกว่าใช่แน่นอน ผู้คนพวกนี้เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ทำไมความยุติธรรมถึงได้ฆ่าพวกเขาล่ะ จากนั้นลีโอนาร์ก็หันไปทางเรเวนเนสแล้วพูดว่า ฉันไม่คิดเลยว่าเธอจะยอมสละหน้าที่ ทรยศต่อความศรัทธาที่มีต่อท่านดยุกต่ออาณาจักร เรเวนเนสก็เถียงกลับมา ฉันไม่ได้ทรยศต่อความศรัทธา แต่ข้าไม่สนับสนุนดยุก ไม่สนับสนุนพวกนายทั้งหมดต่างหาก

ลีโอนาร์บอกว่า ฉันคิดมาตลอดเวลาจะมีเธออยู่เคียงข้างจนถึงวันที่วาลิสเตอร์ของเราได้รับชัยชนะ ได้มีอิสระภาพเสียอีก แต่หากคนที่มีเลือดเดียวกันจะยืนหยัดต่อต้านเรา ฉันก็จะไม่คาดหวังอะไรจากเธอเลย เรเวนเนสก็บอกว่าแล้วฉันไม่มีสายเลือดของชาววาลิสเตอร์หรือยังไง? ลีโอนาร์เลยเฉลยความจริงที่น่าตกใจหนึ่งอย่างออกมาว่า อันที่จริงแล้วเชื้อสายของเรเวนเนสนั้นมีการสืบเชื้อสายมาจากตระกูลของกัลกัสตานต่างหาก ตัวเขาเองก็ไม่น่าคาดหวังอะไรจากพวกเลือดผสมแบบนี้เลย ทุกชัยชนะน่ะมันมีราคาที่ต้องจ่าย พวกนายไม่รู้สึกตัวในเรื่องนี้กันหรือยังไง ผู้คนนี่โง่จริง! การเสียสละมันต้องยิ่งใหญ่พอที่จะปลุกให้พวกเขาตื่นจากความเฉื่อยชาแบบนี้ได้

จากนั้นไวซ์จึงหันไปถามคัตชัวว่าเธอล่ะจะเอายังไง จะเข้าร่วมอย่างงั้นหรอ คัตชัวเลยบอกว่าเธอน่ะยังไงก็จะติดตามอยู่ข้างเดนิม ไวซ์พอได้ยินแบบนี้ก็บอกว่าจากวันนี้เป็นต้นไป พวกเราจะเป็นศัตรูกัน แล้วก็ถอนตัวออกจากเมืองนี้ทันที แล้วเราก็ได้ยินเสียงจากทหารของกัลกัสตาน ลีโอนาร์ก็บอกว่ากำลังเสริมของพวกมันมาถึงแล้ว ให้เราจัดการพวกมันซะ ส่วนพวกชาวเมืองเดี๋ยวเขาจะจัดการเอง

ในศึกนี้เรเวนเนสจะเข้าร่วมกับทัพฝ่ายศัตรูด้วย และเธอก็บอกว่า อันที่จริงแล้วเธอคาดหวังกับเดนิมเอาไว้มาก ไม่คิดเลยว่าจะเป็นแบบนี้ทำให้เธอรู้สึกอับอายมาก และขอสาบานด้วยเกียรติของเธอเองว่าเดนิมคือศัตรู สำหรับการต่อสู้นี้ส่วนสำคัญก็คือ เราจะต้องห้ามยุ่งกับเรเวนเนสเลย หากเลือดของเธอใกล้หมดก็ Heal ฟื้นเลือดให้เธอด้วย ภารกิจหลักก็คือปราบศัตรูที่เหลือทั้งหมด ถ้าหากเรเวนเนสตายเราจะไม่สามารถรับเธอชวนเธอเข้าทีมได้ในภายหลัง

พอจบการต่อสู้เราจะได้เห็นฉากที่เมืองบาลมามูซาถูกเผา มีผู้คนล้มตายแม้กระทั่งเด็กก็ไม่เว้น ท่านกลางเมืองที่ถูกเผานั้นเดนิมและคัตชัวก็ได้ยืนดูมันอยู่ด้วย

กรณีเลือกข้อ 2 (เข้าสู่เส้นเรื่อง Chaos Path)
เดนิมเลือกที่จะปฏิเสธคำสั่งสังหารหมู่นี้ การพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์มันจะไปมีคุณธรรมอะไรได้ ลีโอนาร์ก็บอกว่า นายน่ะยังเด็กอยู่ หัวใจยังบริสุทธิ์ แต่ก็กล้าพูดได้เลยว่ามือของนายน่ะมันมีส่วนในการนองเลือดนี้ไปแล้วล่ะ สิ่งที่นายต้องทำก็แค่จุ่มมือลงไปให้ลึกกว่านี้ ให้เลือดมันไหลนองมากขึ้น เพียงแต่ไม่ใช่เพื่อความอยู่รอด แต่เพื่อเป้าหมายของตัวนายเองต่างหาก ถ้าหากนายไม่กล้าทำมันล่ะก็ นายก็ไม่ควรจะมีส่วนในสงครามนี้ พอพูดจบลีโอนาร์ก็ชักดาบฟันเข้าใส่เดนิม แต่เดนิมพยายามหลบและก็ล้มตัวลงไป

จากนั้นคัตชัว ไวซ์ และเรเวนเนส ก็ได้วิ่งออกมาจากในบ้าน คัตชัวก็ถามว่าเดนิมนายเป็นอะไรมั้ย แล้วก็เร่งให้ไวซ์รีบไปกับเรา เพื่อหลบหนีออกจากที่นี่ทันที แต่ดูเหมือนไวซ์จะยืนอยู่เฉยๆ คัตชัวก็บอกอีกว่านายมัวทำอะไรอยู่ไวซ์…อย่าบอกนะว่านาย..ไม่นะ! ลีโอนาร์เลยพูดว่า ฆ่าพวกเขาเลยไวซ์ ทั้ง 3 คนนั่นแหละ ไวซ์เปลี่ยนสีหน้าเดินเข้ามาหาพวกเราพร้อมกับพูดว่า ไอพวกญาติพี่น้องที่ไม่ยอมยกอาวุธเพื่อพวกเรา มันจะไปมีประโยชน์อะไรล่ะ บอกให้เลยว่าพวกเขาน่ะก็เหมือนคนตายไปแล้ว ถ้านายกลัวเรื่องการชดใช้กรรม ก็อย่ากลัวไปเลย พวกเขาจะอยู่ในหลุมศพกันหมดนั่นแหละ ก็ต้องขอบคุณนายนะที่ทำให้พวกเขามาพลีชีพน่ะ

คัตชัวบอกว่าไม่อยากจะเชื่อเลยว่านายจะพูดแบบนี้ ถ้ามันเป็นเรื่องล้อเล่นนี่มันก็เป็นตลกร้ายเกินไปแล้วนะ ไวซ์เลยบอกว่าหุบปากไปซะคัตชัว เธอน่ะทำเหมือนกับฉันเป็นคนโง่มาตลอด พอได้แล้ว เธอยังจำกระต่ายที่ฉันจับได้ในช่วงวันที่ยากลำบากที่สุดของเราได้ไหม เธอดันเอามันไปให้กับเดนิมน้องชายของเธอ โดยที่เธอไม่ขอบคุณฉันสักคำ ทั้งๆ ที่กระต่ายนั่นฉันเอามาให้เธอเองเลยนะ แต่เธอ เธอทำให้ฉันดูเป็นตัวตลก เป็นไอโง่ นายก็ด้วยเดนิม นาย…นายมันทำให้ฉันหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา นายมีสิทธิ์อะไรที่มีสั่งฉันให้ทำโน่นนี่อยู่ตลอด

ส่วนเรเวนเนสบอกว่า ดยุกสั่งให้ทำเรื่องแบบนี้แล้วนายลีโอนาร์ก็จะทำตามงั้นหรอ ลีโอนาร์ตอบว่า พวกเราต้องทำตามคำสั่งของท่านดยุก เพราะได้สาบานตนต่อดยุคต่ออาณาจักร เรเวนเนสเลยเถียงกลับว่า นายเรียกเหตุการณ์นองเลือดแบบนี้ว่า การรับใช้งั้นหรอ? ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เราต้องใช้ชีวิตของผู้คนมาเป็นเครื่องมือในการต่อรอง ดยุกได้หักหลังพวกเราทุกคน ที่ผ่านมาคิดว่ายอมสละชีวิตเพื่อเขาได้ มันช่างเป็นเรื่องที่โง่เง่าสิ้นดี ลีโอนาร์ก็ตอบกลับ ฉันไม่คิดเลยว่าเธอจะยอมสละหน้าที่ ทรยศต่อความศรัทธาที่มีต่อท่านดยุกต่ออาณาจักร เรเวนเนสก็เถียงกลับมา ฉันไม่ได้ทรยศต่อความศรัทธา แต่ข้าไม่สนับสนุนดยุก ไม่สนับสนุนพวกนายทั้งหมดต่างหาก

ลีโอนาร์บอกว่า ฉันคิดมาตลอดเวลาจะมีเธออยู่เคียงข้างจนถึงวันที่วาลิสเตอร์ของเราได้รับชัยชนะ ได้มีอิสระภาพเสียอีก แต่หากคนที่มีเลือดเดียวกันจะยืนหยัดต่อต้านเรา ฉันก็จะไม่คาดหวังอะไรจากเธอเลย เรเวนเนสก็บอกว่าแล้วฉันไม่มีสายเลือดของชาววาลิสเตอร์หรือยังไง? ลีโอนาร์เลยเฉลยความจริงที่น่าตกใจหนึ่งอย่างออกมาว่า อันที่จริงแล้วเชื้อสายของเรเวนเนสนั้นมีการสืบเชื้อสายมาจากตระกูลของกัลกัสตานต่างหาก ตัวเขาเองก็ไม่น่าคาดหวังอะไรจากพวกเลือดผสมแบบนี้เลย จากนั้นลีโอนาร์ก็ได้ผิวปากเรียกทหารของเขาออกมา ซึ่งทหารกลุ่มนี้ได้ปลอมตัวเป็นทหารของพวกกัลกัสตานเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับประกาศตัวเองว่าเป็นทหารของกัลกัสตานจะทำการกำจัดประชาชนของวาลิสเตอร์ เสร็จแล้วลีโอนาร์ก็เรียกให้ไวซ์ไปกับเขา แล้วปล่อยให้ทหารจัดการกับเมืองนี้ไปซะ แต่ก่อนที่จะไปเรเวนเนสก็เรียกให้ ลีโอนาร์และไวซ์หยุดการกระทำของพวกเขา แต่ไวซ์กลับหันกลับมายิงธนูเข้าใส่เรเวนเนสแล้วเธอก็เสียชีวิตในทันที


ศึกนี้จะไม่ยากเท่าไหร่แค่กำจัดพวกศัตรูไปให้หมดเท่านั้นเอง หลังจากจบศึกเราก็ได้ยินเสียงไวซ์บอกว่า รายต่อไปน่ะจะเป็นพวกนาย เขาจะเป็นคนกำจัดเราด้วยมือของเขาเอง จากนั้นก็จะได้เห็นฉากที่เมืองบาลมามูซาถูกเผา มีผู้คนล้มตายแม้กระทั่งเด็กก็ไม่เว้น ท่านกลางเมืองที่ถูกเผานั้นเดนิมและคัตชัวก็ได้ยืนดูมันอยู่ด้วย
Chapter 2 Chaos Path – จากฮีโร่กลายเป็นอาชญากร
