บทสรุป Tactics Ogre: Reborn Chapter 1 – การเจรจาที่ปราสาทไพโดช

เมื่อเตรียมตัวกันเสร็จแล้วก็ให้เดินทางไปยัง The Golborza Plain ที่อยู่ด้านบนปราสาทอัลโมริกา ในฉากนี้เราจะเจอเข้ากับพวกทหารของฝ่ายกัลกัสตาน โดยให้กำจัด Brezen ศึกนี้ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรเท่าไหร่นัก อันที่จริงเรายืนเฉยๆ รอให้ฝ่ายศัตรูบุกเข้ามาแล้วค่อยๆ ไล่จัดการไปทีละตัวก็ผ่านได้ไม่มีปัญหา

ด่านนี้ไม่ยาก ยืนเฉยๆ รอให้ศัตรูบุกเข้ามา แล้วไล่จัดการทีละตัวไป

ในด่านต่อไปจะเป็นเมือง The Arkhaiopolis of Rhime เริ่มต้นมา เราจะเห็นว่ามีนักรบหญิงคนหนึ่ง เธอชื่อว่า คริสติน่า กำลังถูกพวกทหารกัลกัสตานล้อมเอาไว้อยู่ แล้วพวกเราก็บังเอิญมาเจอเข้าพอดีจึงได้ตัดสินใจเข้าช่วยเหลือเธอ พร้อมกับจัดการกับทหารกัลกัสตาน ในด่านนี้เป้าหมายหลักก็คือการเข้าช่วยเหลือหญิงสาว คริสติน่า นี่แหละ โดยพยายามดันกองทัพของเราเสริมกำลังเข้ามาด่วนๆ เลย ถ้าหาก Cleric ของเราสามารถโยนสกิล Heal ใส่เธอได้ก็แปลว่าค่อนข้างปลอดภัยแล้วล่ะ แต่หากเธอตายในฉากนี้แนะนำให้รีเซ็ทภารกิจได้เลย ต่อจากนั้นให้โฟกัสไปจัดการกับเป้าหมายที่ชื่อ Bolis มีอาชีพ Knight ค่อนข้างอึดเลยทีเดียว ก็แนะนำให้พยายามใช้คาโนปุสหรือเดนิมนี่แหละเก็บบัฟดาบ แล้วค่อยหาจังหวะจัดการกับ Bolis ให้ได้

ถ้าทีมเราโยน Heal ใส่ทันก็รอดแล้ว แต่ถ้าเธอตายก่อน ก็ให้รีเซทด่านเริ่มใหม่เลย

หลังจบศึกเราก็จะเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งในเมือง แล้วคุยกับคริสติน่า เธอก็จะขอบคุณและแนะนำตัวว่าเธอเป็นนักรบของกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อย กำลังอยู่ในระหว่างการสอดแนมคลังเสบียงของกัลกัสตาน เพื่อจะเข้าปล้นสะดม แต่เธอกลับถูกพวกมันจับได้เสียก่อน ไวซ์ก็แสดงความดูถูกขึ้นมาทันทีว่า กลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยอย่างงั้นหรอ นี่มันกลุ่มพวกหัวรุนแรงชัดๆ เลยนี่ เอาแต่คอยสร้างปัญหา แต่ทางคัตชัวก็บอกว่า พวกเราน่ะก็เหมือนกับกลุ่มของเธอนะ ลีโอนาร์ก็เสริมอีกว่า กลุ่มของเธอน่ะคือพวก บัครัมสายอนุรักษ์นิยม ที่ยังคงภักดีต่อกษัตริย์ผู้ล่วงลับ ดอร์กาลัว แล้วคัตชัวก็บอกว่าเธอก็เคยได้ยินมาว่า ไม่ใช่บัครัมทุกคนที่สนับสนุนระบบการปกครองแบบปัจจุบัน ลีโอนาร์ก็เล่าอีกว่า กลุ่มพวกเธอนั้นอันที่จริงเป้าหมายค่อยข้างสูงส่งและมีเกียรติ เพียงแต่การกระทำนั้น ค่อนข้างรุนแรงเกือบถึงขั้นสังหารหมู่ แถมพวกเขาเสี่ยงชีวิตทั้งทหารและผู้บริสุทธิ์พยายามล้มล้างอำนาจการปกครอง ซึ่งไม่คู่ควรกับจุดจบของพวกเขา อันที่จริงแล้วมันก็ไม่คุ้มค่าเลยกับจุดจบของพวกเขา

ไวซ์ที่บอกว่าคนอื่นหัวรุนแรง ไม่ยอมดูตัวเองเลยจริงๆ แต่ละอย่างที่ทำนี่…

คริสติน่าก็เถียงว่า พวกเราน่ะเข้าใจผิดกันหมดแล้ว ข่าวพวกนั้นน่ะเป็นคำโกหกที่ บรันทิน เป็นคนจงใจปล่อยออกมาต่างหาก พวกเราแค่เพียงต้องการกลับไปสู่ช่วงเวลาที่ดีกว่าในตอนนี้ กลับไปสู่ยุคที่ผู้คนไม่ได้ถูกตัดสินหรือด้อยค่าเพียงเพราะเชื้อชาติหรือความเชื่อของตนเอง ไวซ์ก็หัวเราะใส่ว่าช่วงเวลาที่ดีกว่านี้งั้นหรอ อย่ามาทำให้ขำหน่อยเลย พวกเธอน่ะโชคดีแค่ไหนที่ได้เกิดมาเป็นชาวบัครัมรู้มั้ย แต่พวกเรานี่สิเป็นเหมือนแค่เพียงแมลงที่พร้อมถูกบดขยี้ได้ทุกเมื่อ คริสติน่าก็เลยถามว่า ถ้าอย่างงั้นแล้วพวกนายกำลังต่อสู้เพื่ออะไรกันแน่ล่ะ?

คริสติน่า ได้ถามกลับว่า พวกเราน่ะต่อสู้เพื่ออะไรกันแน่?

ตรงนี้เดนิมก็มี 2 ตัวเลือกขึ้นมาระหว่าง เพื่ออนาคตของชาววาลิสเตอร์ ส่วนข้อ 2 ก็คือ เพื่อสันติสุข ไม่ว่าจะตอบอะไรก็ถาม คริสติน่าก็จะตอบรับคำตอบของเดนิม ว่าพวกเราน่ะก็มีความคิดที่เหมือนกัน ถ้าอย่างงั้นก็น่าจะสู้ไปด้วยกันสิ แต่ไวซ์บอกว่าจะให้สู้ร่วมกับพวกบัครัมอย่างงั้นหรอ ไร้สาะสิ้นดี สันติสุขที่พวกเราสู้เพื่อมันน่ะ ก็เพื่อให้ชาววาลิสเตอร์ได้มีชีวิตอยู่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งได้ เราไม่ต้องการมีส่วนร่วมใดๆ กับพวกเธอเลย ลีโอนาร์ก็ออกมาห้ามไวซ์ว่าการเถียงกันไปมาแบบนี้มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย แล้วก็บอกกับทางคริสติน่าว่าตอนนี้เธอสามารถออกไปจากที่นี่ได้แล้ว ที่แห่งนี้มันคือที่ดินของพวกเรา สงครามของเรา เราไม่ต้อนรับพวกบัครัม คริสติน่าก็ตกลง แต่พวกเธอก็จะไม่หยุดหรอกนะ จนกว่าโลกนี้จะมีความยุติธรรม แล้วสักวันหนึ่งพวกนายก็จะเข้าใจเอง ถ้าเกิดคนเราสามารถปล่อยวางความต้องการอันไร้สาระลงไปได้ล่ะก็ เมื่อนั้นแหละที่เราจะเข้าสู่ยุคแห่งความสงบสุขที่แท้จริง จากนั้นคริสติน่าก็จะออกจากเมืองไป

มีเพียงการปล่อยวางเท่านั้น ถึงจะเข้าสู่ยุคสันติสุขที่แท้จริง

เราก็มาต่อกันที่การเดินทางสู่ ปราสาทไพโดช เมื่อเข้ามาแล้วเราก็จะได้รับการต้อนรับเข้าสู่ห้องประชุม โดยมี บัลเซฟอน มือขวาของแลนเซอล็อต มาพูดคุยกับเรา เขาจะบอกว่าข้อเสนอของทางดยุกนั้นน่าสนใจมาก ลีโอนาร์ก็เลยถามว่าแล้วคำตอบของพวกเขาล่ะจะว่ายังไง แต่บัลเซฟอนก็บอกว่าเรื่องนั้นต้องรอให้ท่านแลนเซอล็อตตัดสินใจเอง

ทางฝ่ายอัศวินรัตติกาลกำลังรอการมาถึงของเราอยู่

ตอนนั้นเองแลนเซอล็อตก็ได้เข้ามาในห้องประชุมพรร้อมกับแนะนำตัวเอง ลีโอนาร์ก็ไม่รอช้าตรงเข้าประเด็นทันที แลนเซอล็อตก็บอกว่า นายไม่อยากเสียเวลาเลยสินะ ก็ดีฉันก็ชอบแบบนี้ ส่วนคำตอบน่ะหรอ ก็ให้กลับไปบอกท่านดยุกได้เลยว่า การต่อสู้ของท่านกับกัลกัสตาลนั้นไม่เกี่ยวข้องกับท่านบรันทินเลย และไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล เพราะอัศวินแห่งลอธลอริเอนจะยังคงเป็นกลางในเรื่องนี้ ลีโอนาร์ก็ขอบคุณที่มีการตอบกลับที่เร็ว ท่านดยุกจะต้องดีใจมากในเรื่องนี้แน่

แลนเซอล็อตตอบรับว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามระหว่างกัลกัสตานและวาลิสเตอร์

ส่วนทางบัลเซฟอนก็ได้ถามว่า แล้วทางพวกเราจะสามารถกำจัดกัลกัสตานได้ โดยไม่ต้องการความช่วยเหลือจากทางพวกเขาหรอ ลีโอนาร์ก็บอกว่า การกำจัดกัลกัสตานนั้นไม่ใช่เจตนาของเรา สิ่งที่เราต้องการมาตลอดก็คือการสร้างสันติภาพกับพวกเขา หากความจริงว่าเราขอความช่วยเหลือจากชาวต่างชาติถูกเปิดเผยออกไป มันจะทำให้การเจรจาในเรื่องสันติภาพนี้จะเกิดขึ้นได้ยาก แลนเซอล็อตก็บอกว่า งั้นดยุกของเจ้าก็คงไม่ต้องการทำให้เพื่อนบ้านโกรธ โดยการโยนปัญหามาให้ที่เราแทน บัครัมควรได้เรียนรู้เรื่องนี้จากเขาบ้างนะ ข้าน่ะเข้าใจนะว่าทำไมดยุกถึงดูถูกวิธีแบบบัครัมที่ใช้ชีวิตแบบสบายๆ ในขณะที่ให้คนอื่นคอยทำแต่เรื่องสกปรกแทน

วาลิสเตอร์ Want Peace เด้อ แต่วางแผนไม่หยุดเลย…

จากนั้นแลนเซอล็อตก็เปลี่ยนเรื่องแล้วบอกว่า แต่ลูกน้องของนายน่ะดูยังเด็กมากอยู่เลยนะ ข้าคิดว่าเจ้าน่ะน่าจะต้องการทหารที่มีประสบการณ์มากกว่านี้ ทางลีโอนาร์ก็เลยออกตัวแทนพวกเดนิมว่า ถึงแม้พวกเขาจะยังเด็กอยู่บ้าง แต่มีความสามารถจริงในสนามรบ พวกเขาบุกเข้าปราสาทอัลโมริกา แถมยังเป็นคนช่วยชีวิตเขาในเมืองครีซาโร แลนเซอล็อตก็บอกว่างั้นพวกเขาก็คือ ฮีโร่แห่งกอลยัตสินะ ต้องขออภัยด้วย ว่าแต่พวกเราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า คัตชัวก็บอกว่าในคืนนั้นที่กอลยัต เป็นคืนแรกที่หิมะเริ่มตกในปีนั้น เกล็ดหิมะที่พัดผ่านท่าเรือ ความหนาวเย็นอันขมขื่นนั่น นายน่ะอยู่ที่นั่นไง ลีโอนาร์ก็รีบขัดขึ้นมาทันทีว่า คัดชัว ระวังคำพูดของเธอด้วย เธอลืมไปแล้วหรือยังไงว่าเรามาทำอะไรกันที่นี่!

เธอกำลังกล่าวถึงเรื่องในคืนนั้น

จากนั้นก็จะมีตัวเลือกให้เดนิมเลือกตอบข้อ 1 ก็คือห้ามพี่สาวของเราไม่ให้พูด ข้อ 2 เดนิมจะพูดว่าพวกเราน่ะโง่มากที่ยอมทำข้อตกลงกับศัตรู ไม่ว่าจะเลือกตอบอันไหน อีกฝ่ายก็จะแก้ตัวว่าการโจมตีในคืนนั้นเป็นเพราะว่า พวกเขาได้รับข่าวปลอมมาว่ากลุ่มต่อต้านได้ซ่อนตัวอยู่ในเมือง แลนเซอล็อตก็จะขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น และก็รู้ว่ามันยากที่จะให้อภัยในเรื่องนี้ แต่เขาก็กล่าวคำขอโทษอีกครั้งและก้มหัวให้กับเรา ทางลีโอนาร์ก็บอกว่าเรื่องนี้จบแล้ว ท่านดยุกกำลังรอข่าวจากพวกเราอยู่ และพวกเราก็จะขอตัวกลับ พร้อมเดินออกจากห้องประชุมไป

แลนเซอล็อตได้ขอโทษและก้มหัวให้กับเรา

ในห้องประชุมที่เหลือกันอยู่ 2 คน ระหว่างบัลเซฟอนกับแลนเซอล็อต บัลเซฟอนก็ได้ถามว่ามันจำเป็นต้องทำแบบนี้ด้วยหรอ แลนเซอล็อตเลยถามว่า นายจำโฮไบริมได้มั้ย? บัลเซฟอนก็บอกว่า น้องชายของฉันน่ะหรอ จำได้สิ เขาเป็นคนที่ไว้ใจได้เลยในสนามรบ แลนเซอล็อตก็เลยบอกว่าไม่มีอะไรหรอก แค่เพียงเห็นพี่สาวและน้องชายเมื่อครู่นั่น มันทำให้ฉันนึกถึงนายกับน้องชายของนายน่ะ

แลนเซอล็อตนึกถึง โฮไบริม น้องชายของบัลเซฟอน

ทีนี้ก็ให้เรากลับไปที่ปราสาทอัลโมริกา แล้วเราก็จะประชุมกับท่านดยุกอีกครั้ง โดยคราวนี้มีลีโอนาร์และเรเวนเนสเข้าร่วมด้วย ท่านดยุกก็ขอบคุณเราและจะไม่ลืมผลงานเหล่านี้แน่นอน ตอนแรกก็อยากจะให้เราพักอยู่หรอก แต่ว่ามีงานด่วนมาให้เราทำอีกแล้ว โดยเขาอยากจะให้เราไปที่ บาลมามูซา คัตชัวก็บอกว่าที่นั่นมันตั้งอยู่ในดินแดนที่กัลแกสตานีแบ่งมาให้วาลิสเตอร์ปกครองใช่ไหม?

ท่านดยุกใช้งานเราไม่พักเลยจ้า

ดยุกก็บอกว่าดินแดนวาลิสเตอร์ปกครองงั้นหรอ เฮอะ ที่นั่นน่ะมันคือแคมป์ที่ผู้คนของเราถูกบังคับให้ใช้ชีวิตกันอยู่อย่างซอมซ่อต่างหาก ที่นั่นเคยเป็นเมืองเหมืองถ่านหินมาก่อน ตอนนี้ญาติพี่น้องของเราถูกต้อนไปที่นั่นเหมือนวัวควาย มีแรงงานประมาณ 5,000 คน ในบาลมามูซาเป็นทาสไปทั้งตัว สภาพความเป็นอยู่แสนสาหัส มีคนตายเป็นจำนวนมากทุกวัน คัตชัวก็ถามว่างั้นหน้าที่ของพวกเราก็คือไปช่วยเหลือปลดปล่อยพวกเขาสินะ ดยุกก็บอกว่าไม่แน่ แต่พวกเราต้องไปปลุกระดมให้พวกเขาลุกขึ้นมาต่อต้านเอง ไวซ์ก็คิดว่านั่นมันคือกองกำลัง 5,000 คน ที่รอให้เราไปรับมาสินะ

คิดว่าจะให้ไปช่วย ที่ไหนได้ให้ไปปลุกระดม

ดยุกก็บอกว่าอันที่จริง พวกเราไม่สามารถอยู่เฉยๆ แล้วหวังชัยชนะได้หรอกนะ เพราะตอนนี้พวกเรายังมีกำลังไม่เพียงพอ ฉะนั้นเราจึงควรขยายกองกำลัง เพื่อเตรียมพร้อมเข้าโจมตีพวกกัลกัสตาน ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี การปรากฏตัวของเรา จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบาลบาทอสกับศัตรูภายในเมืองของเขาแย่ลงไปอีก ทำให้เขาแทบจะส่งทหารออกมาต่อต้านเราไม่ได้เลย เพราะจะต้องจัดการปิดปากพวกเสียงคัดค้านเหล่านั้นให้ได้ก่อน และนี่แหละคือโอกาสของเรา

จังหวะที่กัลกัสตานเกิดศึกภายใน เราโจมตีภายนอก นี่แหละคือโอกาส!

ลีโอนาร์ก็เสริมอีกว่าตอนนี้ผู้คนในบัลมามูซาที่ไม่กล้าลุกขึ้นมาสู้ และพวกเขาก็ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่เป็นอยู่ นายที่ของเราก็คือเอาชนะใจพวกเขาให้ได้ ดยุกก็เลยบอกว่า เขานึกไม่ออกเลยว่าจะมีใครปลุกความกล้าหาญที่หลับใหลในตัวของพวกเขาได้ดีไปกว่าวีรบุรุษหนุ่มๆ อย่างพวกเรา โดยจะให้เรเวนเนสติดตามไปเป็นหน่วยสนับสนุนด้วย แล้วก็จบการประชุมเพียงเท่านี้

ปลุกระดมด้วยการใช้ความเป็นฮีโร่ ก็เหมาะกับพวกเราจริงๆ นั่นแหละ

แต่ในตอนที่พวกเราเดินออกจากห้องประชุมแล้ว ท่านดยุกก็ได้คุยกับลีโอนาร์ ว่าฉันหวังเอาไว้กับนายอยู่นะ อย่าทำให้ฉันผิดหวังเชียวล่ะ ลีโอนาร์ก็บอกว่าท่านไม่ต้องกังวลเลย แผนของเรากำลังดำเนินการไปอย่างราบรื่น ทีพอกลับมาหน้าแผนที่โลกตอนนี้ร้านค้าก็จะมีสินค้าใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาด้วย ทำให้เราสามารถอัพเกรดอุปกรณ์ได้ พอพร้อมแล้วก็จะเดินทางต่อไปยังบาลมามูซา

Chapter 1 – ปลุกระดมที่บาลมามูซา

ท่านดยุกวางแผนอะไรเอาไว้อีกล่ะเนี่ย

Share:

Facebook
X
Flex-Ad-Side-Bar.png
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.