บทสรุป รางวัลของ Vor

ในตอนเริ่มเกมครั้งนั้น เราจะได้พบกับฉากเปิดของเนื้อเรื่อง หลังจากจบแล้วเราจะได้เลือกตัว Warframe 1 ใน 3 ตัว นั่นก็คือ Excalibur ตัวละครนี้จะโดดเด่นในเรื่องของการโจมตีระยะประชิด, Mag โดดเด่นในการใช้สกิลต่างๆ เพื่อควบคุมและโจมตีศัตรู, Volt โดดเด่นในเรื่องของความเร็ว และสร้างความเสียหายได้ดีในระดับหนึ่ง ทั้ง 3 ตัวละครนี้ไม่ว่าจะเลือกตัวไหนก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่แย่เลย

แต่หากจะให้เล่นง่ายสะดวกที่สุดสำหรับมือใหม่ ส่วนตัวผู้เขียนเองก็แนะนำเป็น Excalibur เล่นได้ง่ายสุดเน้นใช้อาวุธประชิดฟันใส่ศัตรูไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเล็งปืน แถมในช่วงปลดดาวใหม่ เราจำเป็นต้องต่อสู้กับศัตรูที่เก่งพอสมควรแบบ 1 ต่อ 1 ซึ่ง Excalibur นั้น จะมีสกิล 2 ใช้สตั้นศัตรูได้ ในจังหวะที่ศัตรูติดสตั้นเราจะใช้ดาบแทงใส่ โจมตีได้รุนแรงมาก และจัดการศัตรูได้ง่ายกว่าตัวอื่นๆ อีกหนึ่งเหตุผลที่สำคัญที่แนะนำให้เลือก Excalibur เลยก็คือ เพราะว่ามันมีสกิล 4 Exalted Blade ด้วยสกิลนี้ทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยน ปืนหลัก, ปืนรอง และอาวุธประชิด เพื่อเก็บค่า Mastery Rank ได้เรื่อยๆ (Mastery Rank จะเหมือนเลเวลหลักของไอดีเราภายในเกม) เพราะความแรงของสกิล Exalted Blade จะขึ้นอยู่กับ Mod ที่เราใส่ลงไป ซึ่งหากเรามี Mod ที่ช่วยเพิ่มพลังโจมตีอาวุธประชิดได้ ก็จะสบายหน่อย ทำให้ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนอาวุธยังไงก็ตาม สกิล 4 ของเราก็ยังแรงอยู่เสมอ และยิ่งเราใส่ Mod ที่เน้นเกี่ยวกับ Energy จะทำให้เราสามารถเปิดใช้งานสกิล 4 ได้แทบตลอดเวลา
อีกทั้งในภายหลังเราจะได้รับ Warframe ตัวใหม่ที่ชื่อว่า Excalibur Umbra เป็นเวอร์ชั่นพัฒนาของ Excalibur ซึ่งตัว Mod ที่เราแต่งของ Excalibur จะสามารถนำไปใส่ให้กับ Excalibur Umbra ได้พอดี

Excalibur จะเล่นง่ายสุด เหมาะกับมือใหม่มาก

พอเลือกตัวละครเสร็จแล้ว ก็จะเริ่มส่วนของการฝึกสอน ก็ให้เราทำตามขั้นตอนที่ระบบฝึกสอนได้แนะนำไปเรื่อยๆ  โดยในระหว่างการฝึกสอนก็จะให้เราเลือก อาวุธระยะประชิด, ปืนรอง และปืนหลัก ซึ่งตรงนี้เราสามารถเลือกอันที่ชอบได้อย่างอิสระ เพราะอาวุธพวกนี้เราจะใช้ไม่นาน พอเก็บเลเวลของมันเต็ม 30 ได้ ก็ให้ทำการเปลี่ยนเป็นอาวุธชนิดอื่นอยู่ดี ไม่ต้องคิดมากเลือกตามใจชอบไปได้เลย

พอจบภารกิจแรกเราจะขึ้นมาอยู่บนยาน ก็ให้ทำตามคำแนะนำจนเริ่มภารกิจที่ 2 คำแนะนำสำหรับการลงภารกิจในแต่ละครั้งนั้น เราไม่จำเป็นต้องจัดการศัตรูทุกตัวที่เจอ แนะนำให้พุ่งผ่านทำเฉพาะเป้าหมายของภารกิจได้เลย อย่างเช่นในภารกิจที่ 2 นี้ จะให้เราทำการเข้าไปขโมยข้อมูลโดยการแฮกกิ้ง เสร็จแล้วก็วิ่งไปยังจุดหลบหนีได้เลย โดยที่ไม่จำเป็นต้องจัดการศัตรูสักตัวก็ได้ สิ่งสำคัญในเกมนี้ก็คือการทำให้ภารกิจจบได้ไวที่สุดเป็นพอ ยกเว้นบางด่านที่เราลงเพื่อทำการฟาร์มหาทรัพยากร ด่านพวกนี้เราถึงจะลงกันเป็นเวลานานกำจัดศัตรูเรื่อยๆ จนกว่าเราจะพอใจแล้วค่อยจบภารกิจนั่นเอง

อีกส่วนหนึ่งที่แนะนำให้เรียนรู้ก็คือวิธีการเคลื่อนที่พื้นฐานภายในเกม โดยเราจะใช้การสลับกันไปมาระหว่าง วิ่ง-หมุนตัว-สไลด์-หมุนตัว ซึ่งวิธีการนี้จะมีสอนอยู่ใน Youtube มันจะทำให้เราเคลื่อนที่ได้ไหวมากยิ่งขึ้น สำหรับช่องที่แนะนำให้ดูก็ลองเป็นช่องของคุณ KNOT APE GAMING ก็ได้ โดยสามารถดูได้ที่ด้านล่างนี้เลย

เมื่อเสร็จภารกิจที่ 2 เราจะขึ้นมาอยู่บนยานอีกครั้ง และทำการติดตั้งเซกเมนต์ใหม่ปลดล็อคระบบ โคเด็กซ์ (Codex) นี่คือระบบหลัก ที่เอาไว้ตรวจสอบเกี่ยวกับความคืบหน้าในสิ่งต่างๆ เช่นความคืบหน้าของเควสหลัก ว่ามีอะไรบ้าง เราทำเควสไหนได้บ้าง ทำเควสไหนสำเร็จไปแล้ว รวมไปถึงบอกความคืบหน้าว่ามีพวกอาวุธอะไรบ้างที่เราเคยเก็บเลเวลของมันจนเต็มไปแล้ว เอาไว้เดี๋ยวค่อยมาอธิบายรายละเอียดกันในภายหลัง

ทีนี้ก็ลุยกันต่อจนจบภารกิจที่ 3 เมื่อกลับมาบนยานจะปลดล็อคระบบ Mod นี่คือหนึ่งในระบบพื้นฐานที่สำคัญมาก เพราะมันจะช่วยเพิ่มความเก่งให้กับตัว Warframe ของเรา รวมไปถึงอาวุธต่างๆ ด้วย ระบบ Mod ถ้าให้อธิบายง่ายๆ ก็คือระบบที่ให้เราใส่การ์ดลงไปใน Warframe และ อาวุธต่างๆ เพื่อทำให้เก่งขึ้น โดยตัว Mod สามารถหาได้จากการลงภารกิจต่างๆ นี่แหละ เมื่อกำจัดศัตรูมันก็จะสุ่มดรอปออกมา หรือ บางภารกิจเมื่อจบก็จะมีโอกาสได้รับมันมาด้วย แต่ก็จะมี Mod หายากบางชิ้น ที่จะดรอปในด่านเฉพาะ หรือบางอันก็มีเงื่อนไขพิเศษ สำหรับ Mod แต่ละใบที่ได้รับมานั้น เราสามารถอัพเกรดมันได้อีกด้วย ส่วนรายละเอียดในเรื่องของ Mod นั้นแนะนำให้เข้าไปดูที่ รายละเอียดของ Mod ได้เลย ส่วนตอนนี้ก็ให้เดินไปที่ คลังอาวุธ (Arsenal) แล้วเลือกที่ตัว Warframe จากนั้นกดที่คำว่า อัปเกรด (Upgrade) เพื่อทำการติดตั้ง Mod ลงไป พอเสร็จแล้วก็ให้ติดตั้ง Mod ให้กับอาวุธด้วย 

เดินมาตรงนี้ เพื่อเข้าสู่เมนูการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ต่างๆ
เลือกที่ Warframe แล้วกดอัปเกรด จะทำให้เราเลือกใส่ Mod ได้
มี Mod อะไรก็ใส่เข้าไปก่อนได้เลย

หลังจากเสร็จหมดแล้ว ก็ให้ลุยภารกิจกันต่อ เมื่อเสร็จในภารกิจที่ 4 แล้วพอกลับขึ้นมาบนยานจะปลดล็อคสิ่งที่เรียกว่า เตาหลอม (Foundry) ถ้าภาษาบ้านๆ มันก็คือโต๊ะที่เอาไว้ใช้คราฟของต่างๆ ภายในเกมนั่นเอง ซึ่งระบบนี้คือหนึ่งในสิ่งพื้นฐานที่จำเป็นต้องใช้ตลอดทั้งเกมเลยทีเดียว ในการคราฟของแต่ละอย่างได้นั้น เราจำเป็นต้องเตรียม 2 สิ่งก็คือ แบบแปลน (Blueprint) และ ทรัพยากร (Resources) โดยแบบแปลนของสิ่งของแต่ละชิ้นนั้นก็จะมีวิธีการได้รับมาที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น หากเราต้องการแบบแปลนของ Warframe ตัวใหม่ แต่ละตัวก็จะมีวิธีการได้รับแบบแปลนของมันที่แตกต่างกันไป ส่วนทรัพยากรที่ใช้ในการสร้างสิ่งของตามแบบแปลน เราสามารถหาได้จากการลงด่านต่างๆ นี่แหละ ส่วนนี้เราไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะในเกมก็บอกวิธีการได้รับทรัพยากรทุกอย่างเอาไว้อยู่แล้ว หรือเราสามารถหาข้อมูลได้ที่ Warframe Wiki หรือภายในเว็บไซต์ของเราก็มีบอกเช่นกัน เข้าไปดูได้ที่ วิธีการหาทรัพยากรแต่ละอย่าง

เตาหลอม (Foundry) โต๊ะคราฟตัวนี้ จำเป็นมากที่สุดในเกมแล้ว
เมื่อกดเข้ามาที่โต๊ะคราฟแล้ว สิ่งของที่เรามีแบบแปลนมันก็จะแสดงรายการคราฟขึ้นมาให้เห็นเลย

กลับมาต่อกันที่ภารกิจ ซึ่งตอนนี้ภารกิจต้องการให้เราคราฟสิ่งที่เรียกว่า แอสคาริสเนกาเตอร์ (Negator) จะเห็นได้ว่าตอนนี้ทรัพยากรที่ใช้ในการสร้างมันยังไม่เพียงพอ ซึ่งเราจะต้องลงไปทำภารกิจต่อไปเพื่อหาทรัพยากรเหล่านี้มานั่นเอง เมื่อเราทำภารกิจเสร็จแล้ว ก็ให้ทำการคราฟ แอสคาริสเนกาเตอร์ได้ พอคราฟเสร็จก็จะมีภารกิจใหม่ให้เราทำ ต่อเนื่องกัน 2 ภารกิจ โดยภารกิจที่ 2 นั้นจะให้เราเผชิญหน้ากับบอสตัวแรกของเกม Captain Vor เมื่อกำจัดมันได้และกลับขึ้นมาที่ยานเป็นอันสำเร็จ เควสต์หลักอันแรกของเกม

ตอนนี้ตัวเกมจะให้อิสระแก่เราในการเลือกทำภารกิจต่างๆ ในการเล่นแล้ว ก็คือเราจะเลือกปลดแผนที่ต่างๆ ภายในดาวโลก หรือจะเลือกปลดล็อคทางเชื่อมไปยังดาวศุกร์ หรือจะตามไกด์ไลน์ที่ให้เราทำเควสต์หลักก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ก็จะมีการ สอบเลื่อนขั้นความเชี่ยวชาญ (Mastery Rank Tests) เพื่อขึ้นตาม ระดับ 0 ไประดับ 1 ซึ่งเราขอแนะนำให้ทำการสอบเลื่อนขั้นจาก 0 ไป 1 ก่อนเลย โดยการกดเรียกเมนูขึ้นมา แล้วเลือกหัวข้อ เลื่อนความเชี่ยวชาญขึ้น (Mastery Rank Up) แล้วก็ให้กด เริ่มการทดสอบ การทดสอบครั้งแรกนี้จะง่ายมาก เพียงแค่กำจัดศัตรูไปเรื่อยๆ จนหมด พอผ่านการทดสอบแล้ว ก็จะปลดล็อคระบบ Nightwave อีกด้วย สำหรับตอนนี้แนะนำให้เข้าไปศึกษาอ่านเกี่ยวกับรายละเอียดของระบบ ความเชี่ยวชาญ (Mastery) และ Nightwave กันก่อน เพราะทั้ง 2 อย่างนี้ค่อนข้างสำคัญ เมื่ออ่านจบแล้วค่อยไปกันต่อที่เควสต์หลักอันต่อไป

เควสต์หลัก การเฝ้ารอของ Saya (Saya’s Vigil)

ก่อนจะลุยกันต่อ ก็แนะนำให้กดเลื่อนขั้นความเชี่ยวชาญก่อนเลย เพราะมันจะติดคลูดาวน์ 23 ชั่วโมง

Share:

Facebook
X
Flex-Ad-Side-Bar.png
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.