ในพื้นที่ Harborlands จะมีทั้งหมด 8 เควสด้วยกัน
Traveler’s Lost and Found
เควสนี้ให้เราไปที่เมือง Canalbrine บริเวณกลางเมืองจะเจอกับชายในชุดเขียวชื่อว่า Young Traveler เขาทำของหายในระหว่างการเดินทาง ซึ่งก่อนหน้านี้เขาอยู่ที่เกาะ Toto’haha

ให้เราวาร์ปไปที่ Beasting Bay: Anchorage บริเวณท่าเรือจะเจอกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อ Ferry Staff ให้ขโมยของที่ชื่อว่า Bottle of White Powder จากเธอมา แล้วนำกลับไปให้ Young Traveler เขาก็จะเล่าให้ฟังว่าในขวดโหลนี้บรรจุอัฐิของเพื่อนเขาไว้ ก่อนที่เพื่อนของเขาจะตายได้ฝากฝังให้เขานำอัฐินี้ไปโปรยยังบ้านเกิด จากนั้นก็จะขอบคุณเราเป็นอันจบภารกิจ

Waiting All Day and Night
เควนี้ให้เราไปที่เมือง Canalbrine แล้วไปที่บาร์ในเมือง ที่ข้างบาร์เราจะเห็นชายคนหนึ่งนั่งอยู่ ชายคนนั้นก็จะเล่าให้เราฟังว่าเขามานั่งรอคนที่นัดกันอยู่ที่นี่เป็นเวลานานแล้วแต่ไม่เจอสักที วิธีการผ่านเควสก็ง่ายๆ ให้ชวนชายคนนี้เข้าปาร์ตี้แล้วปรับเวลาเป็นกลางคืน ก็จะเจอกับชายอีกคนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ก็ให้คุยกับเขาเป็นอันจบภารกิจ ซึ่งจริงๆ แล้วชายทั้ง 2 คนนี้เป็นพี่น้องกัน แต่แค่เพียงต่างนั่งรอกันคนละช่วงเวลาเท่านั้นเอง

Lighthouse Restoration
ที่เมือง Canalbrine ให้เรานั่งเรือเล็กไปบริเวณด้านบนของเมืองจะเจอกับประภาคาร แล้วมีชายคนหนึ่งอยู่เฝ้าประตูอยู่ให้คุยกับชายคนนี้ เขาจะเล่าให้ฟังว่าแผ่นสะท้อนแสงของประภาคารมันเกิดพังขึ้นมา หากไม่มีตัวสะท้อนแสง เรือจะมองไม่เห็นทางจนกว่าเรือเกือบติดอยู่บนโขดหิน ซึ่งนั่นอาจเป็นหายนะได้ เขาก็ได้แต่หวังว่าประภาคารที่อื่นอาจจะพอมีชิ้นส่วนสำรองอยู่บ้าง

เควสนี้เราจำเป็นต้องออกไปกลางทะเลโดยให้วาร์ปที่เกาะ Roque Island หรือที่อื่นก็ได้ตามสะดวก โดยประภาคารที่เราจะไปนี้อยู่บริเวณทางซ้ายของเกาะ Frigid Isle มันจะเป็นเกาะที่ชื่อว่า Lighthouse Island เมื่อมาถึงที่เกาะแล้วให้เข้าไปที่ประภาคารแล้วใช้ Path Action เพื่อเอาไอเทมที่ชื่อว่า Aelmorite Reflector มาจากชายที่อยู่ในนั้น แล้วกลับไปที่ประภาคารในเมือง Canalbrine เพื่อนำชิ้นส่วนนี้ไปเปลี่ยนก็เป็นอันเสร็จ

A Young Girl’s Wish
เควสนี้ทำได้ที่เมือง Conning Creek: Outskirts บริเวณสุสาน เราจะเจอกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ เธอมีชื่อว่า Apathetic Girl (เด็กสาวที่ไร้ความรู้สึก) เธอบอกเราว่าหากต้องการอะไรก็แนะนำว่าควรไปคุยกับคนอื่นจะดีกว่า นักปรุงยาเคยบอกว่าเธอป่วยอาการหนักมากในเวลาไม่นานเธอก็อาจจะ…เขาบอกว่าต้องเข้มแข็งถ้าอยากจะดีขึ้น แต่เธอทนกินยาแย่ๆ นั่นไม่ได้เลย! และมันก็เจ็บปวดมาก แต่พ่อแม่บอกว่ามีสิ่งต่างๆ ที่น่ามีชีวิตอยู่เพื่อมัน พวกเขาไม่ได้หลอกเธอเลย

วิธีการผ่านเควสนี้ก็คือให้พาสิ่งของให้เธอมา 3 สิ่งเพื่อทำให้เธอมีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อนั่นเอง
สิ่งแรกให้ไปที่เมือง New Delsta แล้ววิ่งไปที่หน้าโรงละครจะเจอกับชายคนหนึ่งในชุดสีเขียวที่ชื่อว่า Crepe Maker ให้ขโมยของที่ชื่อว่า Deluxe Crepe มาจากชายคนนี้

สิ่งที่สองให้ไปที่โบสถ์บริเวณซ้ายบนของแผนที่ Borderfall จากนั้นให้ใช้ Path Action ที่ตรวจสอบข้อมูลของชาวเมืองกับแม่ชีที่อยู่ทางซ้ายเธอมีชื่อว่า Cleric Novelist แล้วเราจะได้ข้อมูลที่ชื่อว่า Adventures of an Apprentice Cleric’s Sequel

สิ่งที่สามจะอยู่ที่เมือง Timberain Castle: Town Square เมื่อมายังส่วนของหน้าปราสาทแล้ว ให้วิ่งไปบริเวณตรงกลางลานน้ำพุ จากนั้นเดินไปทางขวาเล็กน้อยก็จะเจอกับชายที่ชื่อว่า Roland ก็ให้ชวนเขาเข้าปาร์ตี้

เมื่อรวบรวมของทั้ง 3 อย่างครบแล้วกลับไปหาเด็กสาวที่ไร้ความรู้สึกอีกครั้ง จากนั้นก็คุยกับเธอให้มอบของทั้ง 3 อย่างที่เตรียมมาให้เธอทีละอย่าง แล้วเธอจะบอกว่าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าทุกยิ่งที่เธอต้องการจะกลายเป็นจริง ครอบครัวของเธอพูดถูกว่ามีหลายสิ่งในโลกนี้ที่มีค่าเพียงพอที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อมัน เธอจะไม่ยอมแพ้แล้วและจะเข้มแข็งขึ้นเพื่อต่อสู้กับโรคร้าย ยังมีอีกหลายสิ่งที่เธออยากจะทำ แต่คราวนี้เธอจะขอทำมันด้วยตัวเองเมื่อมีอาการดีขึ้น สุดท้ายเธอจะขอบคุณเราที่มอบทุกสิ่งนี้มาให้

Lady Clarssa’s Next Chapter
เราสามารถทำเควสนี้หลังจากที่เคลียร์เนื้อเรื่องของโอชุตต์และออสวอลด์ทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเควสนี้ให้เริ่มจากไปที่เมือง Conning Creek: Outskirts แล้ววิ่งไปบริเวณสุสานเพื่อคุยกับคลาริสซา คลาริสซาจะเล่าให้ฟังว่านี่คือหลุมศพของสามีเธอ ตอนนี้เธอก็ได้ใช้ชีวิตตามที่ได้สัญญากับสามีไว้ การวิจัยยังคงดำเนินต่อไปเป็นระยะๆ ในขณะที่ดูแลเอเลน่า เธอเจอซากปรักหักพังที่ค่อนข้างแปลกประหลาดในหนังสือที่อ่าน ซากปรักหักพังเหล่านี้ อยู่ห่างไกลออกไปบนเกาะที่ขอบโลก ซึ่งมีเผ่าสัตว์เดินเล่นอยู่ไปทั่ว เธออยากจะเห็นมันด้วยตาตัวเองในสักวัน ตอนนั้นเองเอเลน่าก็ได้เดินเข้ามาเธอบอกว่าได้ซื้อดอกไม้มาให้ คลาริสซาก็ขอบคุณสามีของเธอจะต้องชอบมันแน่นอน เอเลน่าก็บอกอีกว่าเธอรู้นะว่าคลาริสซาอยากทำอะไร คุณอยากเดินทางไปทุกหนแห่งเพื่อค้นคว้าทุกสิ่งที่ใจต้องการ แต่คุณไปไม่ได้เพราะหนูใช่มั้ย คลาริสซาก็ปฏิเสธมันไม่ใช่แบบนั้นแน่นอน เอเลน่าก็เลยส่ายหัวแล้วบอกว่าหนูรู้ว่าคุณพยายามทำให้หนูรู้สึกดีขึ้น คุณใจดีมากๆ แต่หนูอยากให้คุณไปที่ไหนก็ได้ตามที่ต้องการเลย ไม่ต้องเป็นห่วงหนูหรอก แม่บ้านและหนูจะคอยดูแลทุกสิ่งแทนในระหว่างที่คุณไม่อยู่เอง คลาริสซาก็รู้สึกซาบซึ้งและกล่าวขอบคุณเอเลน่า เธอจึงตอบตกลงในสิ่งที่เอเลน่าเสนอมาให้ด้วยความรัก แต่เธอก็รู้สึกว่าต้องการไกด์นำทาง

ทีนี้ก็ให้เราชวนคลาริสซาเข้าปาร์ตี้แล้ววาร์ปไปที่ Beasting Village เมื่อมาถึงที่นี่แล้วเผ่าสัตว์ก็เหมือนกำลังแบ่งอาหารกับมนุษย์กันอยู่ คลาริสซาที่ได้เห็นเผ่าสัตว์ก็รู้สึกตื่นเต้น ในที่สุดก็รู้ชัดเจนแล้วว่ามันไม่ใช่แค่เพียงเทพนิยาย โคฮาเสะที่ได้เห็นว่ามีแขกใหม่มาเยี่ยมเยือนก็รู้สึกดีใจ ปรากฏว่าทั้ง 2 คนนี้เคยรู้จักกันมาก่อนตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนเคยออกสำรวจพื้นที่ต่างๆ ไปด้วยกัน คลาริสซาก็ได้ถามว่าตลอดเวลามานี้โคฮาเสะทำอะไรมาบ้างล่ะ โคฮาเสะเลยเล่าให้ฟัง เธอตั้งใจจะใช้การศึกษาเพื่อสร้างฐานะให้ตนเองเสมอมา ก็เลยได้มาที่เกาะแห่งนี้ ตั้งรกรากและสร้างหมู่บ้านขึ้นมา คลาริสซาก็เลยบอกว่า อายุไม่เคยทำให้ความทะเยอทะยานของเธอลดน้อยลงเลย แต่ดูเหมือนว่าจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นสินะ เธอถึงได้ทำดีกับเพื่อนบ้าน ถ้าเป็นโคฮาเสะที่เคยรู้จัก จะต้องเลือกกำจัดคนที่ขวางทาง โคฮาเสะก็เลยบอกว่า เวลาทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงได้ ว่าแต่เธอเป็นยังไงบ้างล่ะ คลาริสซาก็เลยเล่าให้ฟัง การวิจัยเกี่ยวกับแหล่งพลังงานที่เจ็ดยังคงดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่นานนี้ ฉันเริ่มสนใจเผ่าสัตว์ จึงมาศึกษาซากปรักหักพังในบริเวณใกล้เคียง โคฮาเสะก็ตอบว่าอย่างงั้นหรอนี่มันยอดเยี่ยมไปเลย คลาริสซาเลยได้ชวนโคฮาเสะให้เข้าร่วมการสำรวจนี้ด้วยเหมือนดั่งวันวาน โคฮาเสะจึงได้ตอบตกลง

เมื่อทั้งกลุ่มเดินทางมาถึงซากปรักหักพังแล้ว โคฮาเสะก็เกิดสงสัยว่าทำไมคลาริสซาถึงได้คิดว่าเผ่าสัตว์จะมีความเกี่ยวข้องกับแหล่งพลังงานที่เจ็ด คลาริสซาก็เลยเล่าที่มาที่ไปให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งนักเวทย์ที่ตามหาแหล่งพลังงานที่เจ็ดได้เคยทำพิธีกรรม ซึ่งในพิธีกรรมนั้นได้เปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นเผ่าสัตว์ เธอจึงอยากมาสำรวจมันด้วยตัวเอง เมื่อคลาริสซาสำรวจดูแล้วก็บอกว่า มีบันทึกระบุถึงจุดที่ความขัดแย้งทั้งหมดบนเกาะสิ้นสุดลง และเชื่อว่าช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่พิธีกรรมเกิดขึ้น คิดว่าสาเหตุของความขัดแย้งเริ่มแรกคืออะไรล่ะ โคฮาเสะก็คิดว่าอาจจะเกิดเพราะความโลภ บางคนอาจจะอยากได้สิ่งของของคนอื่น คลาริสซาเลยคิดต่อ สมมุติว่าโคฮาเสะพูดถูก หากการขัดแย้งสิ้นสุดลงก็เท่ากับเป็นการบ่งชี้ถึงการหายไปของความโลภในธรรมชาติของมนุษย์ พูดอีกอย่างหนึ่ง สมมุติว่านักเวทย์คนนี้รวบรวมความโลภทั้งหมดไว้ จึงกลายเป็นแหล่งพลังงานที่เจ็ด โคฮาเสะก็คิดว่าความโลภนั้นทรงพลังจึงอาจมีความเป็นไปได้ แต่ในอีกทางหนึ่งหากนักเวทย์อาจไม่ได้กำจัดความโลภทั้งหมด โดยหวังว่าจะดึงพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ออกมาล่ะ เมื่อตอนที่โคฮาเสะมาที่เกาะนี้ครั้งแรกเผ่าสัตว์ก็ได้แบ่งพื้นดินให้ แต่ด้วยความโลภทำให้ฉันพยายามจะขับไล่พวกเขาออกไปให้หมด เมื่อลองย้อนกลับไปคิดถึงตอนนั้นแล้ว รู้สึกว่า…แต่ตอนนี้ฉันมองเห็นแล้วว่ามีบางอย่างมืดมิดเข้ามาแทรกซึมในหัวใจของฉัน แต่เผ่าสัตว์ก็ไม่เคยลุกขึ้นมาต่อต้านพวกเราเลย แต่พวกเขากลับคอยปกป้องพวกเราแทน และฉันก็เผชิญหน้ากับข้อผิดพลาดในวิธีการของฉัน และให้คำมั่นว่าจะอยู่ร่วมกับพวกเขาอย่างปรองดอง เป็นช่วงเวลานั้นเองที่ได้รู้สึกถึงพลังอันอบอุ่นจากภายใน พลังที่ฉันคิดว่าอาจจะเป็นแหล่งพลังงานที่เจ็ด คลาริสซาตอบกลับว่า ฉันเพิ่งรู้ว่ามุมมองของเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้ช่างน่าสนใจ

หลังจากนั้นก็ได้เดินทางกลับมาที่หมู่บ้าน คลาริสซาก็กล่าวขอบคุณเราที่มาส่งเธอถึงที่นี่ แถมการสืบสวนครั้งนี้มันมีประสิทธิภาพอย่างมาก จากนั้นเธอก็หันไปกล่าวกับโคฮาเสะว่า เธอยังจำเรื่องที่เราทะเลาะกันได้อยู่หรือเปล่า ตอนนั้นฉันกำลังแก้ปริศนาซึ่งคำตอบนั้นมีค่ามากเพื่อใช้ในการแข่งขัน แล้วเธอก็ทำชาหกใส่หน้าสุดท้ายของผลงานนั้น โคฮาเสะก็หัวเราะแล้วบอกว่าจำได้สิ คลาริสซาพูดต่อหลังจากที่ทะเลาะกับเธอไปก็ทำให้ฉันคิดอะไรได้บางอย่าง ฉันไม่ได้สนใจเรื่องเงินจากผลงาน ฉันแค่รู้สึกสนุกที่ได้ทำมัน เรื่องนั้นทำให้จิตใจของฉันเป็นอิสระ และคำตอบของปริศนาก็ชัดเจนยิ่งขึ้น สิ่งที่ฉันต้องการบอกก็คือ บางทีเรากำลังทำบางอย่างมากเกินไป และนั่นอาจจำกัดสิ่งที่เราสามารถทำได้สำเร็จ โคฮาเสะก็บอกว่า เธออาจจะคิดถูกนะ ดังนั้นเรามาฉลองการกลับมาพบกันอีกครั้งด้วยการดื่มชาสักหน่อยดีมั้ย เมื่อการสนทนาระหว่างทั้ง 2 คนจบลง เควสของเราก็เป็นอันเสร็จสิ้นไปด้วยเช่นกัน

The Fish Filcher
เควสนี้จะอยู่ที่เมือง Conning Creek: Harbor เมื่อมาถึงแล้วให้วิ่งไปบริเวณชายหาดจะเจอกับชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า Head Fisherman เขาจะเล่าเรื่องกลุ้มใจให้เราฟังว่าช่วงนี้ปลาของเขามักถูกขโมย เขาทำแม้กระทั่งคอยเฝ้าดูโจรจนถึงช่วงกลางดึกแล้ว แต่ก็ยังไม่เจอหน้าหัวขโมยคนนี้เลย

วิธีการผ่านเควสนี้ให้เราปรับเวลาไปเป็นกลางคืนและยืนรออยู่เฉยๆ จนกระทั่งถึงเวลารุ่งสาง เราจะพบกับชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้ากระชังปลา ทีนี้ใช้ Path Action ทุบชายคนนี้ให้สลบ แล้วชายเจ้าของปลาก็จะมา แต่แทนที่เขาจะส่งตัวหัวขโมยให้กับเจ้าหน้าที่ แต่เขากลับเลือกที่จะรับหัวขโมยคนนี้ให้มาทำงานจับปลากับเขาแทน เพราะชายหัวขโมยมีความรู้เกี่ยวกับปลาที่ดีมาก หลังจากขอบคุณเราก็เป็นอันจบเรื่องนี้

Goading the Grapes
เควสนี้ให้วาร์ปไปที่เมือง Conning Creek แล้วออกจากเมืองไปทางซ้ายเลยจะเข้าสู่แผนที่ Western Conning Creek Coast แล้ววิ่งต่อมาทางซ้าย เมื่อเจอกับบันไดทางลงไปที่สวนก็ให้วิ่งลงบันไดมาจะเจอกับชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า Grape Farmer เขากำลังพบปัญหาต้นองุ่นของเขาที่ปลูกมันเหี่ยวเฉาตลอดเลยไม่ว่าจะทำยังไงก็ตาม

ทีนี้ให้เราวาร์ปไปที่เมือง Cropdale แล้วเข้าไปที่บาร์ จะเจอกับชายแก่ที่ชื่อว่า Grape Expert ให้ใช้ Path Action สืบข้อมูลจากชายแก่คนนี้แล้วเราจะได้รับ Tricks to Growing Grapes มา ทีนี้ก็ให้กลับไปหาชายที่ปลูกองุ่นอีกครั้ง หลังจากนำความรู้เกี่ยวกับการปลูกองุ่นไปให้แล้วก็เป็นอันจบเควสนี้

Floyd and Thurston’s Next Chapter
เควสนี้สามารถทำได้หลังจากที่เราเคลียร์เนื้อเรื่องของพาร์เททิโอทั้งหมดก่อน โดยให้ไปที่ Roque Island: Headquarters บริเวณกลางเมืองด้านล่าง จะเจอกับเธิร์สตันก็ให้คุยกับเขาเพื่อเควสนี้ เธิร์สตันกำลังกลุ้มใจเพราะตอนนี้งานของเขาไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ไม่กล้าไปเจอหน้ากับโร๊คเลย เพราะกำลังเจอกับปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง มีคนงานที่คอยสร้างปัญหาและไม่ฟังคำสั่งของเขาเลย ปรากฏว่าคนงานเจ้าปัญหาคนนั้นก็คือฟลอยด์นั่นเอง ปัญหาที่ว่านี้ก็คือฟลอยด์นั้นมุ่งมั่นตั้งใจทำงานมากจนเกินไป เขาไม่ได้นอนมาแล้วหลายวัน พวกเขาจะพยายามบอกให้ฟลอยด์ไปพักผ่อนหรืออย่างน้อยก็งีบหลับสักครู่หนึ่ง แต่ฟลอยด์ก็ปฏิเสธทุกครั้ง ทำให้เธิร์สตันกลุ้มใจและหวังว่าจะมีวิธีที่ทำให้เขายอมพักผ่อนบ้าง ถึงแม้จะใช้มาตรการที่รุนแรงก็ตาม

วิธีการทำเควสนี้ก็ไม่ยากเลยเดินเข้าไปที่ฟลอยด์แล้วใช้ Path Action ทำให้เขาสลบไป พอเห็นแบบนี้เธิร์สตันก็รู้สึกว่ามันก็มีวิธีพื้นฐานนี่เอง แล้วเราก็พาตัวฟลอยด์ไปนอนพักอยู่บนเตียง ส่วนฟลอยด์แม้กระทั่งหลับอยู่ก็ยังนอนละเมอเกี่ยวกับเรื่องงาน เธิร์สตันก็รู้สึกทึ่งแม้ขณะหลับฟลอยด์ก็ยังหาวิธีให้ตัวเขาเองทำงานต่อได้ จากนั้นเขาก็เล่าให้ฟังว่าตอนนี้เขารับหน้าที่ในการดูแลพนักงานเพื่อให้มีความสุขและสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พอเห็นแบบนี้แล้วเขาก็จะขอกลับไปทบทวนข้อมูลเพื่อตรวจสอบดูว่าจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ยังไงดี

ในเช้าวันต่อมาเธิร์สตันก็ได้ปลุกฟลอยด์ให้ตื่น เธิร์สตันก็ได้ขอโทษฟลอยด์ที่ต้องใช้วิธีที่รุนแรงเพื่อทำให้เขาพักผ่อนได้เป็นอย่างดี ส่วนตัวฟลอยด์เองก็ขอโทษเช่นกัน เนื่องด้วยเขาตื่นเต้นมากเกินไปเพราะความฝันของเขาเป็นจริงแล้ว เธิร์สตันก็เลยอบรมว่า จำได้มั้ยว่าท่านประธานพาร์เททิโอเคยบอกเอาไว้ว่า มีบางสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินนั่นก็คือความสุขของผู้คน ฟลอยด์นายก็นับว่าเป็นผู้คนเหล่านั้นนะ หากนายมัวแต่ทำงานมากเกินไปจนล้มป่วย นั่นจะเป็นการทำลายความต้องการของท่านประธาน ดังนั้นฉันจะขอพูดตามตรงเลยก็แล้วกัน นายช่วยดูแลสุขภาพของตัวเองให้สมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต เพื่อความสุขของตัวเองจะได้มั้ย เมื่อฟลอยด์ได้ยินแบบนั้นก็บอกว่าเธิร์สตันนายเปลี่ยนไปแล้วสินะ ขอบคุณที่ทำให้ฉันตาสว่าง เธิร์สตันก็ตอบกลับว่าดีแล้วที่เข้าใจกันชัดเจน วันนี้นายก็หยุดพักไป การพักผ่อนก็คือส่วนสำคัญในความรับผิดของตัวนายเองเช่นกัน ฟลอยด์ก็บอกว่าเข้าใจแล้ว ฉันจะทำงานให้หนักเท่าที่ฉันพักไปนี่แหละ จากนั้นฟลอยด์ก็วิ่งออกไป เธิร์สตันก็รู้สึกเหมือนว่าฟลอยด์เข้าใจอะไรผิดไปเล็กน้อยแต่ก็ช่างมันเถอะ จากนั้นเขาก็หันมากล่าวขอบคุณเราที่ให้ความร่วมมือ สุดท้ายก็เป็นอันจบเควสนี้




